PRN บริการรับฝากขาย-ให้เช่าที่ดิน บ้าน คอนโด โดยทีมงานมืออาชีพ ให้คำปรึกษาฟรี 094-2353251
Showing posts with label ธนาคารอาคารสงเคราะห์. Show all posts
Showing posts with label ธนาคารอาคารสงเคราะห์. Show all posts

โครงการสินเชื่อบ้าน ธอส.

“โครงการสินเชื่อบ้าน ธอส. เพื่อคุณ”

“โครงการสินเชื่อบ้าน ธอส. เพื่อคุณ”
กำหนดระยะเวลายื่นคำขอกู้เงินและทำนิติกรรมภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2562
ทั้งนี้ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการก่อนกำหนด หากธนาคารให้สินเชื่อเต็มวงเงินของโครงการแล้ว เนื่องจากมีวงเงินจำกัดกำหนดเงื่อนไขการให้วงเงินลูกค้าที่ทำนิติกรรมก่อนได้สิทธิก่อน

วัตถุประสงค์การยื่นกู้

  • เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคาร หรือห้องชุด
  • เพื่อปลูกสร้างอาคาร หรือเพื่อซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคาร
  • เพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัยพร้อมกับการขอกู้ในวัตถุประสงค์หลัก
หมายเหตุ
  • นิยามคำว่า “อาคาร”หมายถึง บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ และอาคารพาณิชย์เพื่อที่อยู่อาศัย ยกเว้นแฟลตและบ้านเช่า
  • เป็นการกู้ใหม่ โดยการถือกรรมสิทธิ์ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติงานสินเชื่อรายย่อย

วงเงิน / ระยะเวลาผ่อน

วงเงิน

  • วงเงินให้กู้สูงสุดต่อรายต่อหลักประกันไม่เกิน 2,000,000 บาท

ระยะเวลาผ่อน

  • ไม่น้อยกว่า 3 ปี 6 เดือน และไม่เกิน 40 ปี โดยอายุผู้กู้รวมกับระยะเวลาที่ขอกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี ยกเว้น กรณีข้าราชการตุลาการ อัยการ หรืออื่นๆ ที่มีอายุเกษียณมากกว่า 60 ปี ให้ใช้อายุผู้กู้เมื่อรวมกับระยะเวลาที่ขอกู้ต้องไม่เกิน 75 ปี

อัตราดอกเบี้ย / ค่าธรรมเนียม

อัตราดอกเบี้ย

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้พิเศษ
ปีอัตราดอกเบี้ย
ปีที่ 1
= 3.00% ต่อปี
ปีที่ 2 
= 4.00% ต่อปี
ปีที่ 3
= 5.00% ต่อปี
ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา= MRR-0.75% ต่อปี
ยกเว้นกรณีกู้ซื้ออุปกรณ์= MRR
  • กรณีขอกู้ซื้ออุปกรณ์ฯ พร้อมกับการขอกู้ในวัตถุประสงค์หลักที่มีการแบ่งจ่ายเงินกู้เป็นงวดตามผลงานการก่อสร้าง บัญชีซื้ออุปกรณ์ฯ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR

ค่าธรรมเนียม / ค่าใช้จ่าย

ผู้กู้ได้รับสิทธิฟรีค่าธรรมเนียม ดังนี้
  1. ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (0.1% ของวงเงินกู้)
  2. ค่าจดทะเบียนนิติกรรมจำนอง (1% ของวงเงินจำนอง)

คุณสมบัติ / เอกสารที่ใช้สมัคร

คุณสมบัติ

  • ประชาชนทั่วไปที่มีรายได้ (Gross) ไม่เกิน 35,000 บาทต่อเดือน
  • ไม่มีประวัติการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับ ธอส. และสถาบันการเงินอื่น

เอกสาร

เอกสารส่วนบุคคล

  • บัตรประจำตัวประชาชน / ข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ
  • ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
  • สำเนาทะเบียนสมรส / ใบหย่า / ใบมรณะบัตร (ถ้ามี)
  • สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ - สกุล (ถ้ามี)
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนคู่สมรส (ถ้ามี)

เอกสารทางการเงิน

พนักงานประจำ
  • ใบรับรองเงินเดือน / หนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการ
  • สลิปเงินเดือนหรือหลักฐานการรับเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน
  • สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน (กรณีอาชีพประจำ)
ผู้ประกอบอาชีพอิสระ
  • สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 12 เดือน/หลักฐานแสดงฐานะการเงินอื่นๆ (พร้อมเอกสารฉบับจริง)
  • สำเนาทะเบียนการค้า/ทะเบียนบริษัท/ห้างหุ้นส่วน
  • หลักฐานการเสียภาษีเงินได้
  • รูปถ่ายกิจการ

เอกสารหลักประกัน

  • สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย / สัญญาวางมัดจำ / สัญญาเช่าซื้อการเคหะและหนังสือรับรองยอดคงเหลือ (กรณีซื้อ)
  • หลักฐานการเป็นเจ้าของบ้าน เช่น สำเนาใบคำขอ เลขหมายบ้าน สำเนาสัญญาซื้อขายฉบับสำนักงานที่ดิน (ทด.13 หรือ อ.ช.23)
  • สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับกรมที่ดิน
  • สำเนาโฉนดที่ดิน/น.ส.3ก./หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อช.2) ทุกหน้า  
  • ใบอนุญาตปลูกสร้าง / ต่อเติม
  • แบบแปลน
  • ใบประมาณการปลูกสร้าง / สัญญาว่าจ้างก่อสร้าง
  • อื่น ๆ (ถ้ามี)
หมายเหตุ **  ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการขอเอกสารต่างๆของผู้กู้เพิ่มเติม เพื่อใช้ประกอบพิจารณาการให้สินเชื่อของธนาคาร **

โครงการบ้านเอื้ออาทร

โครงการบ้านเอื้ออาทร

โครงการบ้านเอื้ออาทร
รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญ และความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ด้อยโอกาสกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการคลัง ร่วมดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้การเคหะแห่งชาติจัดสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ด้อยโอกาสกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รวมถึงข้าราชการชั้นผู้น้อย และพนักงานหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้ได้เช่าซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาที่สามารถรับภาระได้
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการใช้บริการด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมากที่สุดของประเทศ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการเริ่มต้นจากการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และไม่สร้างภาระที่มากเกินขีดความสามารถในการหารายได้ของประชาชน สร้างโอกาสมีบ้านเป็นของตนเองให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย จึงได้ร่วมขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ด้วยการให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อแก่ผู้ได้รับสิทธิเช่าซื้อบ้าน ในโครงการบ้านเอื้ออาทรจากการคัดสรรของการเคหะแห่งชาติ
นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร ธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้ได้รับสิทธิไปแล้วกว่า 213,696 ราย และจะยังคงให้การสนับสนุนต่อไปเพื่อช่วยเสริมสร้างรากฐานด้านที่อยู่อาศัยที่มั่นคงให้ประชาชน สร้างเสริมโครงสร้างทางสังคมให้เข็มแข็ง ตามพันธะกิจของธนาคารที่ได้ให้ไว้ต่อสังคม“ให้บริการทางการเงิน ด้านที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร โดยคำนึงถึงนโยบายภาครัฐประโยชน์ของสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน”
ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปที่สนใจจะเช่าซื้อบ้านในโครงการบ้านเอื้ออาทร ต้องยื่นแบบจองสิทธิต่อการเคหะแห่งชาติก่อน หรือการเคหะพื้นที่ โดยสามารถสอบถามรายละเอียด ดูแบบบ้านและที่ตั้งโครงการได้ที่ www.nhanet.or.th หรือโทร call center 1615 กด 2 หรือกองบริหารการขาย การเคหะแห่งชาติ โทรศัพท์ 0-2351-6928 , 0-2351-6816 เมื่อได้รับสิทธิเช่าซื้อแล้ว การเคหะแห่งชาติจึงจัดส่งให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ดำเนินการในขั้นตอนการกู้เงินเพื่อเช่าซื้อโครงการบ้านเอื้ออาทรต่อไป

วัตถุประสงค์การยื่นกู้

เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคาร หรือห้องชุดในโครงการ “บ้านเอื้ออาทร” ของการเคหะแห่งชาติเท่านั้น

วงเงิน / ระยะเวลาผ่อน

วงเงิน

  • ไม่เกิน 100% ของราคาซื้อขาย

ระยะเวลาผ่อน

  • ไม่เกิน 30 ปี และอายุผู้กู้หลัก (ผู้มีคุณสมบัติตามโครงการ) หรือผู้กู้ร่วมรวมกับจำนวนปีที่ขอกู้ต้องไม่เกิน 65 ปี (โดยธนาคารจะนับอายุของผู้กู้หลัก หรือผู้กู้ร่วมที่มีอายุน้อยกว่าเป็นหลัก)

อัตราดอกเบี้ย / ค่าธรรมเนียม

อัตราดอกเบี้ย

  • อัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารสำหรับโครงการบ้านเอื้ออาทร

สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์

มาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์

มาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์
กำหนดระยะเวลายื่นกู้และทำนิติกรรมตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2562 ถึง วันที่ 24 ธันวาคม 2563
(ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการก่อนกำหนด หากธนาคารให้สินเชื่อเต็มวงเงินของโครงการแล้ว กำหนดเงื่อนไขการให้วงเงินลูกค้าที่ทำนิติกรรมก่อนได้สิทธิก่อน)

วัตถุประสงค์การยื่นกู้

เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคาร หรือห้องชุดจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์
หมายเหตุ นิยามคำว่า “อาคาร” หมายถึง บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ และอาคารพาณิชย์เพื่อที่อยู่อาศัย ยกเว้นบ้านเช่าและแฟลต

วงเงิน / ระยะเวลาผ่อน

วงเงิน
  • วงเงินให้กู้สูงสุดต่อรายต่อหลักประกันไม่เกิน 3 ล้านบาท
  • ราคาซื้อขายสูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาท และต้องตรงกับราคาที่ระบุในหนังสือสัญญาซื้อที่ดิน (ท.ด.13)/หนังสือสัญญาซื้อขายห้องชุด (อ.ช. 23)
ระยะเวลาการกู้
  • ระยะเวลาการกู้ไม่น้อยกว่า 5 ปี และไม่เกิน 40 ปี ทั้งนี้ อายุผู้กู้รวมกับจำนวนปีที่ขอกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี

อัตราดอกเบี้ย / ค่าธรรมเนียม

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้
    ปีที่ 1 - ปีที่ 3 คงที่ = 2.50% ต่อปี
    ปีที่ 4 - ปีที่ 5 คงที่ = 4.625% ต่อปี
    ปีที่ 6 จนตลอดอายุสัญญากู้
    - กรณีลูกค้ารายย่อย = MRR-0.75% ต่อปี
    - กรณีลูกค้าสวัสดิการ = MRR-1.00% ต่อปี
    หมายเหตุ : ปัจจุบัน MRR = 6.625% ต่อปี ประกาศ ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2562
       
  • ค่าธรรมเนียม
    ยกเว้นค่าธรรมเนียมยื่นกู้ (0.1% ของวงเงินกู้) 

คุณสมบัติ / เอกสารที่ใช้สมัคร

คุณสมบัติ
  • ประชาชนทั่วไปที่มีความต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาซื้อขายไม่เกิน 3 ล้านบาท ต่อหน่วย
  • ผู้กู้ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย
เอกสาร
เอกสารส่วนบุคคล
•    บัตรประจำตัวประชาชน / ข้าราชการ 
•    ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
•    สำเนาทะเบียนสมรส / ใบหย่า / ใบมรณะบัตร (ถ้ามี)
•    สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ - สกุล (ถ้ามี)
•    อื่น ๆ (ถ้ามี)

เอกสารทางการเงิน
พนักงานประจำ
•    ใบรับรองเงินเดือน / หนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการ
•    สลิปเงินเดือนหรือหลักฐานการรับเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน
•    สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน 
ผู้ประกอบอาชีพอิสระ
•    สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 12 เดือน หลักฐานแสดงฐานะทางการเงินอื่นๆ (พร้อมเอกสารฉบับจริง)
•    สำเนาทะเบียนการค้า ทะเบียนบริษัท ห้างหุนส่วน
•    หลักฐานการเสียภาษีเงินได้
•    รูปถ่ายกิจการ 
เอกสารหลักประกัน
•    สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย / สัญญาวางมัดจำ / สัญญาเช่าซื้อการเคหะและหนังสือรับรองยอดคงเหลือ (กรณีซื้อ)
•    สำเนาโฉนดที่ดิน/น.ส.3ก./หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อช.2) ทุกหน้า  
•    อื่น ๆ (ถ้ามี)
หมายเหตุ **  ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการขอเอกสารต่างๆของผู้กู้เพิ่มเติม เพื่อใช้ประกอบพิจารณาการให้สินเชื่อของธนาคาร **

ธอส.เตรียมวงเงิน 65,000 ล้านบาท เดินหน้าคนไทยมีบ้าน

ธนาคารอาคารสงเคราะห์



ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เดินหน้าพันธกิจหลัก “ทำให้คนไทยมีบ้าน” จัดสรรกรอบวงเงินรวม 65,000ล้านบาท จัดทำ 4 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ รองรับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย นำโดย “โครงการบ้าน ธอส. เพื่อสานรัก ปี 2559” วงเงินให้กู้สูงสุดรายละไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำ 2.99% ต่อปี นาน 2 ปีแรก นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษประจำไตรมาส 3 ประกอบด้วย สินเชื่อสำหรับลูกค้ากลุ่มบุคลากรภาครัฐและกลุ่มสวัสดิการไม่มีเงินฝาก อัตราดอกเบี้ย ปีแรก 3% ต่อปี สินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยทั่วไป อัตราดอกเบี้ยปีแรก 3.25% ต่อปี และสินเชื่อสำหรับลูกค้าโครงการ FAST TRACK/ REGIONAL FAST TRACK และลูกค้ารายย่อยโครงการ POST FINANCE ที่เข้าร่วมโครงการกับธนาคาร อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 – 3 เท่ากับ MRR-3% ต่อปี

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสาขาอาชีพได้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่หลากหลายเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มรายได้ ทุกกลุ่มสาขาอาชีพ โดยเตรียมวงเงิน 5,000 ล้านบาท จัดทำ โครงการบ้าน ธอส. เพื่อสานรัก ปี 2559 ให้กู้สำหรับประชาชนที่มีรายได้รวม ไม่เกิน 90,000 บาท/เดือน วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 - 2 เท่ากับ 2.99% ต่อปี ปีที่ 3 - 4 เท่ากับ 4.00% ต่อปี ปีที่ 5 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. เท่ากับ 6.75% ต่อปี) วัตถุประสงค์ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ขยาย หรือซ่อมแซมอาคาร หรือกรณีเป็นลูกค้าเดิมของ ธอส.และมีคุณสมบัติตามโครงการนี้ สามารถขอกู้เพื่อต่อเติม ขยาย หรือซ่อมแซมอาคารได้เช่นกัน ผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 30 ปี สำหรับลูกค้าที่ขอกู้วงเงิน 2 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้น 2 ปีแรก เพียง 9,600 บาท/เดือนเท่านั้น สามารถยื่นคำขอกู้และ ทำนิติกรรมได้แล้วตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2559 หรือภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด

“สำหรับโครงการบ้าน ธอส. เพื่อสานรัก นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประชาชนให้การตอบรับมาเป็นอย่างดี โดยหลังจากเริ่มจัดทำโครงการมาตั้งแต่ปี 2557 ธนาคารสามารถปล่อยกู้เป็นวงเงินรวมถึง 10,800 ล้านบาท สร้างโอกาสให้ คนไทยได้มีบ้านแล้วได้ถึง 13,000 ราย และปีนี้ธนาคารได้ปรับเพิ่มวงเงินให้กู้สูงสุดจากเดิมไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ปรับเป็นไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับราคาที่อยู่อาศัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยมั่นใจว่าจะช่วยทำให้คนไทยมีบ้านได้ง่ายยิ่งขึ้น” นายฉัตรชัยกล่าว

นอกจากนี้ ธนาคารยังได้จัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ประจำไตรมาส 3/2559 รองรับความต้องการของลูกค้าประชาชนทุกระดับรายได้และทุกสาขาอาชีพ ประกอบด้วย 1.สินเชื่อสำหรับลูกค้ากลุ่มบุคลากรภาครัฐและกลุ่มสวัสดิการไม่มีเงินฝาก (กรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท) อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 เท่ากับ 3.00% ต่อปี ปีที่ 2 เท่ากับ 4.50% ต่อปี ปีที่ 3 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี2.สินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยทั่วไป (กรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท) อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 เท่ากับ 3.25% ต่อปี ปีที่ 2 เท่ากับ 4.50% ต่อปี ปีที่ 3 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี 3.สินเชื่อสำหรับลูกค้าโครงการ FAST TRACK/ REGIONAL FAST TRACK และลูกค้ารายย่อยโครงการ POST FINANCE ที่เข้าร่วมโครงการกับธนาคาร (กรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาท) อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 – 3 เท่ากับ MRR-3.00% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี สามารถยื่นกู้ได้แล้วตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 และทำนิติกรรมภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2559 หรือภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด

ลูกค้าที่สนใจสามารถขอรับคำปรึกษาหรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th และ Facebook fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ฝ่ายสื่อสารองค์กร
21 กรกฎาคม 2559

ดัชนีราคาห้องชุด ดัชนีราคาบ้านเดี่ยว และดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ ประจำครึ่งแรก ปี 2556



ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานตัวเลขดัชนีราคาห้องชุด ดัชนีราคาบ้านเดี่ยว และดัชนีราคาทาวน์เฮาส์ ประจำงวดครึ่งแรก ปี 2556 พบว่า ที่อยู่อาศัยประเภทห้องชุดมีค่าความเปลี่ยนแปลงของดัชนีมากที่สุด โดยดัชนีราคาห้องชุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับงวดครึ่งแรกปี 2555 ส่วนในประเภทบ้านจัดสรร พบว่าดัชนีราคาบ้านเดี่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 และดัชนีราคาทาวน์เฮาส์เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9


ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้เริ่มจัดทำดัชนีราคาห้องชุดเป็นครั้งแรกในงวดประจำครึ่งแรกปี 2553 ส่วนดัชนีราคาบ้านเดี่ยวและดัชนีราคาทาวน์เฮาส์นั้น ได้เริ่มจัดทำเป็นครั้งแรกในงวดประจำครึ่งแรก ปี 2554 โดยใช้ราคาในครึ่งหลังปี 2552 เป็นปีฐานสำหรับดัชนีทั้ง 3 ประเภท

ทั้งนี้ ดัชนีราคาห้องชุดเป็นการประมวลผลจาการสำรวจโครงการอาคารชุดในพื้นที่กรุงเทพฯจังหวัดเดียว สำหรับดัชนีราคาบ้านเดี่ยว และดัชนีราคาทาวน์เฮาส์ เป็นการประมวลผลจากการสำรวจในพื้นที่กรุงเทพฯและ 3 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ดัชนีราคาห้องชุดรวมทุกระดับราคา สำหรับครึ่งแรกของปี 2556 มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.9 ปรับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับครึ่งแรกปี 2555 โดยเมื่อแยกพิจารณาในแต่ละช่วงราคา พบว่า

ห้องชุดที่มีระดับราคาต่ำกว่า 50,000 บาท/ตารางเมตร มีค่าดัชนีเท่ากับ 129.5 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.1 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555

ห้องชุดที่มีระดับราคา 50,000-79,999 บาท/ตารางเมตร มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.5 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555

ห้องชุดที่มีระดับราคาตั้งแต่ 80,000 บาท/ตารางเมตรขึ้นไป มีค่าดัชนีเท่ากับ 110.8 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555

โดยสรุป ห้องชุดในระดับราคาต่ำกว่า 50,000 บาท/ตารางเมตร มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าห้องชุดในระดับราคาอื่นๆ โดยเขตที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ เขตวังทองหลาง (ถนนรามคำแหง) เขตคันนายาว (ถนนรามอินทรา) เขตประเวศ (ถนนศรีนครินทร์) เขตห้วยขวาง (ในซอยลึกเข้าไปจากถนนลาดพร้าว)

ส่วนห้องชุดระดับราคา 50,000-79,999 บาท/ตารางเมตร เขตที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่เขตห้วยขวาง (ถนนรัชดาภิเษก) เขตดินแดง (ถนนรัชดาภิเษก) เขตจตุจักร เขตบางกะปิ (ถนนรามคำแหง) และในเขตราษฎร์บูรณะ

และสำหรับห้องชุดระดับราคาสูงกว่า 80,000 บาท/ตารางเมตร ปรับราคาเพิ่มขึ้นน้อยกว่าห้องชุดในระดับราคาต่ำกว่า เขตที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ เขตปทุมวัน เขตราชเทวี เขตวัฒนา เขตพระโขนง และเขตสาทร

สำหรับดัชนีราคาบ้านเดี่ยว ในกรุงเทพฯ และ 3 จังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 112.8 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 เมื่อเทียบกับครึ่งแรกปี 2555 โดยหากแยกพื้นที พบว่าเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 และใน 3 จังหวัดปริมณฑลปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0

ดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ ในกรุงเทพฯ และ 3 จังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 118.4 ปรับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.9 เมื่อเทียบกับครึ่งแรกปี 2555 โดยหากแยกพื้นที พบว่าเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 และใน 3 จังหวัดปริมณฑลปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9

ดัชนีราคาห้องชุด ดัชนีราคาบ้านเดี่ยว และดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ ต่างเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับรอบครึ่งปีที่ผ่านมาหลายงวดรายงาน สืบเนื่องจากห้องชุด บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮ้าส์ ที่เปิดขายใหม่ในครึ่งแรกของปีมีราคาสูงขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงและราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น


เครดิต:http://www.newswit.com

โครงการบ้าน ธอส. เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก (0% 3 ปี)


ขยายระยะเวลาดำเนินการ “โครงการบ้าน ธอส. เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก (0% 3 ปี)”
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้กู้เงินของโครงการนี้
  1. คุณสมบัติผู้กู้
    • มีความต้องการที่อยู่อาศัยแห่งแรกเป็นของตนเอง และผู้กู้ต้องย้ายชื่อเข้าเป็น "เจ้าบ้าน" และอยู่อาศัยจริงในที่อยู่อาศัยที่ขอกู้ตามโครงการนี้
    • ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง
    • ไม่มีชื่อเป็นหรือเคยเป็น "เจ้าบ้าน" ในทะเบียนบ้านที่นํามาแสดงเป็นหลักฐานการยื่นกู้กับธนาคาร และต้องมีชื่อเป็น "ผู้อาศัย" ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 3 ปี ยกเว้นถ้าพิสูจน์ได้ว่า ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยตามทะเบียนบ้านนั้น
      หมายเหตุ : พนักงาน/พนักงานสัญญาจ้าง/ลูกจ้างของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ไม่มีสิทธิกู้เงินตามโครงการนี้
    • เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคาร หรือห้องชุด
    • เพื่อปลูกสร้างอาคาร หรือซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคาร
    นิยามคําว่า "อาคาร" หมายถึง บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์เพื่อที่อยู่อาศัย

  1. วงเงินให้กู้
    • ที่ดินและสิ่งก่อสร้างในวงเงินไม่เกินในวงเงินไม่เกินรายละ 1,000,000 บาท
    • ไม่เกินร้อยละ 100 ของราคาประเมินที่ดินพร้อมอาคารหรืออาคารหรือห้องชุด และไม่เกินร้อยละ 100 ของราคาซื้อขายหรือราคาก่อสร้าง ทั้งนี้ ไม่เกินเกณฑ์หลักประกันตามระเบียบปกติของธนาคาร

  2. ระยะเวลากู้
    • ไม่เกิน 30 ปี และอายุผู้กู้หลักที่ใช้สิทธิรวมกับจํานวนปีที่ขอกู้ต้องไม่เกิน 65 ปี

  3. อัตราดอกเบี้ย
    • ปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 = 0.00% ต่อปี
    • ปีที่ 3 ถึงปีที่ 7
      - กรณีสวัสดิการ = MRR - 0.50% ต่อปี
      - กรณีรายย่อย = MRR
    • ปีที่ 8 เป็นต้นไป
      - กรณีสวัสดิการ = MRR - 1.00% ต่อปี
      - กรณีรายย่อย = MRR - 0.50% ต่อปี

  4. หลักประกัน ที่ดินพร้อมอาคารที่มีเอกสารเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดิน หรือ น.ส.3ก. หรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด
     
  5. การหมดสิทธิอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0% ตามโครงการ
    • กรณีผู้กู้ชําระหนี้ปิดบัญชีหรือไถ่ถอนจํานองภายในระยะเวลา 7 ปี นับจากวันทําสัญญากู้เงิน
      จะปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ใน 3 ปีแรก เป็นอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารย้อนหลัง
      นับแต่วันทําสัญญากู้เงิน
    • กรณีตรวจสอบพบภายหลังว่า หลักประกันที่ขอกู้ตามโครงการนี้ ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยแห่งแรก
      ของผู้กู้ จะปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ใน 3 ปีแรก เป็นอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคาร
      ย้อนหลังนับแต่วันทําสัญญากู้เงิน
       
  6. เงื่อนไขอื่น 
    • กำหนดวงเงินปล่อยกู้ตามโครงการไม่เกิน 20,000 ล้านบาท
    • การพิจารณาให้กู้เงินและเงื่อนไขอื่นๆ  รวมถึงผิดนัดชำระหนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติ และระเบียบปฏิบัติงานสินเชื่อของธนาคาร
       
  7. กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการ 
    • ผู้ยื่นกู้ติดต่อคำขอกู้เงินได้ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2554 จนถึงวันที่ 29 มีนาคม 2556 และต้องทำทํานิติกรรมกับธนาคารให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2556
    • ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการกําหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการก่อนกําหนด หากธนาคารให้สินเชื่อเต็มวงเงินของโครงการแล้ว

หมายเหตุ   ธนาคารขอสงวนสิทธิ์สำหรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า อัตราดอกเบี้ย MRR เป็นไปตามระเบียบธนาคาร ณ วันทำนิติกรรม


ธอส.ยืดโครงการบ้านหลังแรก 

ลากอีก6เดือนถึงสิ้นมี.ค.56

ไม่ถึง1ล้านรับดบ.0%3 ปี

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส)

ธอส.ขยายโครงการบ้านหลังแรกออกไปอีก 6 เดือน เหตุความต้องการยังเยอะ ยืนเงื่อนไขเดิม ดอกเบี้ย 0% 3 ปี ยันไม่ปรับมูลค่าบ้านเพิ่มจาก 1 ล้านบาท รอชงคลังเสนอ ครม.เห็นชอบ 


นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารเมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา มีมติให้ขยายระยะเวลาโครงการบ้านหลังแรกออกไปอีก 6 เดือน คือ ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2556 จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ และต้องโอนภายในวันที่ 31 ธันวาคมปีนี้ 

ภายใต้เงื่อนไขเดิมคือมูลค่าบ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 ปี เพราะส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท รัฐบาลต้องการให้ไปใช้สิทธิทางภาษี เพื่อคนจะได้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีด้วย สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านที่มีมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท 
และจะได้รับสิทธิภาษี 10% หรือสูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท

นายวรวิทย์กล่าวว่า วันที่ 24 กันยายน ธนาคารจะเสนอเรื่องไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป คาดว่าน่าจะเสนอภายใน 2 สัปดาห์นี้ เพราะยังมีประชาชนอีกมากที่ยังต้องการเข้าโครงการ แต่บ้านส่วนใหญ่ถูกน้ำท่วมช่วงปลายปี 2554 กว่าจะสร้างเสร็จต้องใช้เวลา ทำให้ขณะนี้มียอดผู้มาเข้าร่วมโครงการประมาณ 5.8 พันล้านบาท และเมื่อปิดโครงการน่าจะถึง 7 พันล้านบาท เมื่อรวมกับการโอนถึงสิ้นปีนี้ยอดน่าจะถึง 7.5 พันล้านบาท แต่ธนาคารตั้งเป้าหมายโครงการไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท จากโครงการรวมทั้งสิ้น 2 หมื่นล้านบาท


สำหรับโครงการสินเชื่อบ้าน ธอส.-ธปท.เพื่อผู้ประสบภัย นายวรวิทย์กล่าวว่า ธนาคารได้ยื่นเสนอขอวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพิ่มเติมจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อีก 1 หมื่นล้านบาท แต่เท่าที่ทราบขณะนี้วงเงิน 3 แสนล้านบาท ของ ธปท.ได้จัดสรรให้สถาบันการเงินหมดแล้วและไม่มีรายใดส่งคืนกลับมา ดังนั้น จะไม่มีโครงการดังกล่าวเพิ่มเติมอีก ส่วนที่ดำเนินการไปแล้วคาดว่าประมาณ 1-2 เดือน ผู้ยื่นขอกู้จะได้สินเชื่อเกือบหมด จากวงเงินรวม 2.9 หมื่นล้านบาท

นายวรวิทย์กล่าวถึงช่วง 2 ปีของการเป็นกรรมการผู้จัดการ ธอส.ว่า สามารถเพิ่มสินทรัพย์ของธนาคารจาก 6.7 แสนล้านบาท เป็น 7.2 แสนล้านบาท มีการเพิ่มจำนวนสาขาจาก 120 แห่งเป็น 160 แห่ง และสิ้นปีนี้น่าจะถึง 185 แห่งได้ ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเอ็นพีแอลที่ไม่รวมหนี้ส่วนต่างจาก 8.5% ช่วงเข้ามารับตำแหน่งปีที่แล้วลดเหลือ 7.12% และปีนี้เหลือเพียง 6.8% ขณะที่กำไรสุทธิสิ้นปีนี้คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 8 พันล้านบาท จากปี 2554 มีกำไรสุทธิ 6.99 พันล้านบาท ทั้งที่ธนาคารสูญเสียรายได้ไป 1.5 พันล้านบาท จากมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วยการงดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน รวม 1.2 แสนบัญชี คิดเป็นเงินสินเชื่อ 7 หมื่นล้าบาท


เครดิต: http://www.matichon.co.th   

http://www.ghbhomecenter.com



รายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์บ้านหลังแรก

ครม. เปิดแพ็คเกจใหม่ บ้านสำหรับคนรายได้น้อย วงเงินไม่เกิน 1 ล้าน ดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 ปี ส่วนแพ็คเกจบ้านหลังละ 2 ล้าน รอเสนออีกสัปดาห์หน้า
วานนี้ (27 กันยายน) คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการบ้านหลังแรกแล้ว ด้วยแพ็คเกจใหม่"กำหนดวงเงินไม่เกิน 1 ล้าน ดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 ปี" ส่วนบ้านราคาหลังละ 2 ล้านบาท ทาง ครม.ให้กระทรวงการคลังกลับไปดูรายละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ โครงการบ้านหลังแรกขณะนี้มี 2 แพ็คเกจให้เลือก ได้แก่...


แพ็คเกจที่ 1 สำหรับผู้มีรายได้น้อย บ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 ปี
แพ็คเกจที่ 2 สำหรับผู้มีรายได้มาก บ้านราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งสามารถหักเงินหลังจากคำนวณภาษีเสร็จแล้ว ในระยะเวลา 5 ปี ตกปีละไม่เกิน 100,000 บาท


ขณะที่โครงการรถยนต์คันแรก ยังไม่มีข้อเสนอเข้าสู่ที่ประชุม เนื่องจากยังต้องปรับปรุงรายละเอียดให้รอบคอบและครอบคลุมกว่านี้
นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยหลังจากการประชุม ครม.ว่า ทางกระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยให้ทางธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้ระดับกลาง และต่ำลงมา มูลค่าบ้านไม่เกินหลังละ 1 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 ปี ทั้งนี้ทางรัฐบาลจะชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ 3 ใน 4 ของดอกเบี้ยทั้งหมด หรือประมาณ 300 ล้านบาท
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวต่ออีกว่า ถ้าต้องการจะขยายเพิ่มเป็นวงเงิน 2 ล้านบาท ต้องรอให้ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดูรายละเอียดเรื่องงบประมาณเพิ่มเติมก่อน ว่าจะกระทบต่องบประมาณที่ต้องชดเชยมากน้อยเพียงใด เนื่องจากทางรัฐบาลจะต้องชดเชยให้กับทาง ธอส. ด้วย จึงต้องนำเรื่องกลับมาพิจารณาอีกครั้งก่อนที่จะนำเสนอ ครม. อีกครั้งในสัปดาห์หน้านายวิรุฬ ยังกล่าวอีกว่า จากมาตรการเดิมที่ให้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีได้ 10% หรือไม่เกิน 500,000 บาท ของมูลค่าบ้านไม่เกิน 5 ล้านบาท ขณะนี้ทางที่ประชุมมีมติให้ปรับปรุงใหม่ เป็นหักเงินโดยตรงจากภาษีที่ต้องเสีย ซึ่งเป็นการหักหลังจากที่คำนวณภาษีเสร็จแล้ว ในระยะเวลา 5 ปี ตกปีละไม่เกิน 100,000 บาททางด้าน น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า 

        โครงการบ้านหลังแรกนั้น อาจจะมีผลกระทบต่อการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร อีก 5 ปี วงเงินภาษีรวมประมาณ 12,000 ล้านบาท หรือปีละประมาณ 2,500 ล้านบาท ซึ่งมาตรการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้ประชาชนที่ต้องการมีบ้านหลังแรกแล้ว ยังมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจรวมทั้งหมด ในการส่งเสริมให้ผู้มีเงินได้เข้าสู่ระบบภาษีด้วย
ขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงประเด็นที่ฝ่ายค้านเตรียมยืนที่จะถอดถอน ในมาตรการคืนภาษีบ้านหลังแรกว่า นโยบายบ้านหลังแรก เป็นนโยบายที่ต้องการให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่ซื้อบ้านจริง ๆ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการ และไม่คิดว่าโครงการดังกล่าวจะให้ประโยชน์กับใครคนใดคนหนึ่ง เมื่อดูรายละเอียดอย่างชัดเจนจะเห็นว่า โครงการนี้มีความเสมอภาค และประชาชนเป็นผู้ที่ได้รับภาษีคืน ไม่ใช่ผู้ขาย
เปิดหลักเกณฑ์ บ้านหลังแรก เงินเดือนต่ำกว่า 2 หมื่น หมดสิทธิ์

โครงการบ้านหลังแรกเริ่ม 22 ก.ย.นี้ คนเงินเดือนต่ำกว่า 2 หมื่น หมดสิทธิ์ ภาคอสังหาฯ ชี้มาตรการนี้ช่วยคนไม่กี่คน ยิ่งรวยยิ่งได้ประโยชน์
วานนี้ (20 กันยายน) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง หรือโครงการบ้านหลังแรก ตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอ โดยนำค่าใช้จ่ายในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ พร้อมที่ดิน หรืออาคารห้องชุดที่เป็นที่อยู่อาศัย มาหักลดหย่อนภาษีตามจำนนวนที่จ่ายจริง ในอัตราไม่เกิน 10 % ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยให้ทยอยหักภาษี ในจำนวนปีละเท่า ๆ กัน เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 กันยายนนี้ เป็นต้นไป


สำหรับหลักเกณฑ์โครงการบ้านหลังแรก มีดังต่อไปนี้


1. ผู้มีเงินเดือน 20,000 บาทขึ้นไป

2. ต้องเป็นบ้านใหม่ หรือคอนโดมิเนียมใหม่ ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ไม่นับรวมที่อยู่อาศัยสร้างเอง หรือบ้านมือสอง

3. ให้นำค่าใช้จ่ายที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ มาหักลดหย่อนภาษีได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท

4. ผู้มีเงินได้มีสิทธิยกเว้นภาษีเป็นจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละปีเป็นเวลา 5 ปีภาษีต่อเนื่องกัน ตามจำนวนที่จ่ายจริง

5. การยกเว้นภาษีจะใช้วิธีการหักค่าลดหย่อน ซึ่งผู้มีเงินได้สามารถเลือกใช้สิทธิ์ครั้งแรกสำหรับเงินได้ในปีที่ได้โอนกรรมสิทธิ์หรือปีถัดไปก็ได้ โดยสามารถหักเป็นค่าลดหย่อนได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 ปี

6. ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้แล้วเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555

7. ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน

8. ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องไม่เคยผ่านการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาก่อนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน


ทั้งนี้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่ามาตรการบ้านหลังแรกในครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำตามสัญญาที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ และยืนยันว่าประชาชนทุกคนได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเท่ากันหมดถ้าอยู่ในระบบภาษี ส่วนผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี หรือเงินเดือนน้อยกว่า 20,000 บาท ก็สามารถขอใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีในปีถัดไปได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายเพื่อคำนวณภาษีในปี 55 แต่อย่างใด
รมช.คลัง ยังกล่าวอีกว่า มาตรการนี้เป็นมาตรการที่ช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยและยังไม่เคยมีบ้านหรือมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ให้ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน และยืนยันว่าไม่ได้ช่วยเหลือภาคธุรกิจอสังหาริมทรัย์ เพราะถ้าทางรัฐบาลต้องการช่วยเหลือจริงจะไม่กำหนดวงเงินของบ้านหลังละไม่เกิน 5 ล้านบาทอย่างแน่นอน

ภาคอสังหาฯ ชี้ บ้านหลังแรก ยิ่งรวยยิ่งได้ประโยชน์



นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวถึงมาตรการลดภาษีบ้านหลังแรกว่า มาตรการนี้ไม่ได้ส่งผลต่อตลาดการซื้อ-ขายบ้านหรือคอนโดมิเนียมมากนัก เพียงแต่จะช่วยให้ผู้บริโภคที่ชะลอการซื้อบ้านก่อนหน้านี้ ตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น เพราะได้ทราบรายละเอียดของโครงการแล้ว ซึ่งในส่วนนี้คนที่ได้ประโยชน์จะเป็นคนรายได้สูงตามฐานภาษีของแต่ละคน ถ้ารายได้ต่ำเมื่อคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา และหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว โดยปกติก็ไม่ต้องเสียภาษีอยู่ดี

ขณะที่ นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวสอดคล้องกันว่า มาตรการบ้านหลังแรกของรัฐบาลชุดนี้ มีผู้ได้รับประโยชน์ไม่มากนัก ซึ่งจากข้อมูลกลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านหลังแรกที่แท้จริงนั้น ส่วนใหญ่ซื้อราคาเฉลี่ยประมาณ 1.5 ล้านบาท และผู้ซื้อส่วนใหญ่มีรายได้ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน ดังนั้น จึงหักลดหย่อนได้น้อยมาก เพราะเมื่อนำค่าใช้จ่ายมาหักรายได้ต่อปีแล้วไม่เกิน 150,000 บาท ก็ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีอยู่แล้ว
สำหรับคนที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรดังกล่าวนั้น นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ต้องเป็นคนที่มีรายได้สุทธิเกิน 150,000 บาทต่อปี แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานภาษีที่จ่ายด้วย หากรายได้สุทธิอยู่ที่ 150,000-500,000 บาท หรือเฉลี่ยรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 50,000 บาท จะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 10% ดังนั้นเมื่อรัฐบาลให้ลดหย่อน 10% ของราคาบ้าน หากบ้านราคา 2 ล้านบาท ก็จะลดหย่อนได้ 200,000 บาท ในระยะเวลา 5 ปี หรือเท่ากับปีละ 40,000 บาท ซึ่งเมื่อหักลดหย่อนภาษีบุคคลที่เสียอยู่ ก็เท่ากับว่าได้ลดภาษีประมาณ 4,000 บาทต่อปีเท่านั้น หรือหากซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาท เท่ากับนำมาหักลดหย่อนปีละ 100,000 บาท ซึ่งคนระดับนี้จะต้องมีรายได้สูงปีละประมาณ 4 ล้านบาทขึ้นไป และต้องจ่ายภาษีปีละประมาณ 37% ของเงินได้พึงประเมิน ก็เท่ากับว่าหักภาษีได้แค่ 37,000 บาท
นอกจากนี้ นายอิสระ ยังบอกด้วยว่า มาตรการที่ช่วยคนซื้อบ้านหลังแรกได้อย่างแท้จริง คือเรื่องอัตราดอกเบี้ย 0% ซึ่งเท่ากับว่ามาตรการของรัฐบาลชุดก่อนดีกว่า เพราะช่วยคนได้เป็นวงกว้างมากกว่า และเป็นการช่วยคนที่ควรช่วย เพราะคนรายได้สูงนั้นน่าจะมีบ้านหลังแรกกันไปหมดแล้ว

ทางด้านนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้สิทธิยกเว้นภาษีดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร ประมาณ 1,700 ล้านบาท แต่ผลของมาตรการดังกล่าวยังทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย



ข้อมูลจาก http://hilight.kapook.com/view/58511