PRN บริการรับฝากขาย-ให้เช่าที่ดิน บ้าน คอนโด โดยทีมงานมืออาชีพ ให้คำปรึกษาฟรี 094-2353251
Showing posts with label สินเชื่อ. Show all posts
Showing posts with label สินเชื่อ. Show all posts

สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์

มาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์

มาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์
กำหนดระยะเวลายื่นกู้และทำนิติกรรมตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2562 ถึง วันที่ 24 ธันวาคม 2563
(ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการก่อนกำหนด หากธนาคารให้สินเชื่อเต็มวงเงินของโครงการแล้ว กำหนดเงื่อนไขการให้วงเงินลูกค้าที่ทำนิติกรรมก่อนได้สิทธิก่อน)

วัตถุประสงค์การยื่นกู้

เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคาร หรือห้องชุดจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์
หมายเหตุ นิยามคำว่า “อาคาร” หมายถึง บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ และอาคารพาณิชย์เพื่อที่อยู่อาศัย ยกเว้นบ้านเช่าและแฟลต

วงเงิน / ระยะเวลาผ่อน

วงเงิน
  • วงเงินให้กู้สูงสุดต่อรายต่อหลักประกันไม่เกิน 3 ล้านบาท
  • ราคาซื้อขายสูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาท และต้องตรงกับราคาที่ระบุในหนังสือสัญญาซื้อที่ดิน (ท.ด.13)/หนังสือสัญญาซื้อขายห้องชุด (อ.ช. 23)
ระยะเวลาการกู้
  • ระยะเวลาการกู้ไม่น้อยกว่า 5 ปี และไม่เกิน 40 ปี ทั้งนี้ อายุผู้กู้รวมกับจำนวนปีที่ขอกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี

อัตราดอกเบี้ย / ค่าธรรมเนียม

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้
    ปีที่ 1 - ปีที่ 3 คงที่ = 2.50% ต่อปี
    ปีที่ 4 - ปีที่ 5 คงที่ = 4.625% ต่อปี
    ปีที่ 6 จนตลอดอายุสัญญากู้
    - กรณีลูกค้ารายย่อย = MRR-0.75% ต่อปี
    - กรณีลูกค้าสวัสดิการ = MRR-1.00% ต่อปี
    หมายเหตุ : ปัจจุบัน MRR = 6.625% ต่อปี ประกาศ ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2562
       
  • ค่าธรรมเนียม
    ยกเว้นค่าธรรมเนียมยื่นกู้ (0.1% ของวงเงินกู้) 

คุณสมบัติ / เอกสารที่ใช้สมัคร

คุณสมบัติ
  • ประชาชนทั่วไปที่มีความต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาซื้อขายไม่เกิน 3 ล้านบาท ต่อหน่วย
  • ผู้กู้ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย
เอกสาร
เอกสารส่วนบุคคล
•    บัตรประจำตัวประชาชน / ข้าราชการ 
•    ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
•    สำเนาทะเบียนสมรส / ใบหย่า / ใบมรณะบัตร (ถ้ามี)
•    สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ - สกุล (ถ้ามี)
•    อื่น ๆ (ถ้ามี)

เอกสารทางการเงิน
พนักงานประจำ
•    ใบรับรองเงินเดือน / หนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการ
•    สลิปเงินเดือนหรือหลักฐานการรับเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน
•    สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน 
ผู้ประกอบอาชีพอิสระ
•    สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 12 เดือน หลักฐานแสดงฐานะทางการเงินอื่นๆ (พร้อมเอกสารฉบับจริง)
•    สำเนาทะเบียนการค้า ทะเบียนบริษัท ห้างหุนส่วน
•    หลักฐานการเสียภาษีเงินได้
•    รูปถ่ายกิจการ 
เอกสารหลักประกัน
•    สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย / สัญญาวางมัดจำ / สัญญาเช่าซื้อการเคหะและหนังสือรับรองยอดคงเหลือ (กรณีซื้อ)
•    สำเนาโฉนดที่ดิน/น.ส.3ก./หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อช.2) ทุกหน้า  
•    อื่น ๆ (ถ้ามี)
หมายเหตุ **  ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการขอเอกสารต่างๆของผู้กู้เพิ่มเติม เพื่อใช้ประกอบพิจารณาการให้สินเชื่อของธนาคาร **

กู้ซื้อบ้าน-คอนโด ต้องวางเงินดาวน์เพิ่มขึ้นแค่ไหน ?

กู้ซื้อบ้าน-คอนโด หลายหลัง ปีหน้าต้องวางเงินดาวน์เพิ่มขึ้นแค่ไหน ?

เมื่อเราเริ่มมีบ้าน หรือคอนโด เป็นที่อยู่อาศัยของตัวเองแล้ว บางคนก็มีการซื้อบ้าน หรือคอนโดหลังที่ 2 เพิ่มเติมเพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิตมากขึ้น เช่น ซื้อคอนโดในเมือง ไว้เดินทางไปทำงาน หรือไปเรียน หรือซื้อไว้เก็งกำไร เป็นต้น ซึ่งการซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 หรือ 3 ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาสามารถกู้ได้ 100% ทำให้บางคนตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 กันอย่างง่ายดายเพราะไม่ต้องใช้เงินสด หรือเงินเก็บเลย และเมื่อกู้เยอะก็อาจนำมาซึ่งการแบกรับหนี้หนักเกินไป ไม่มีเงินเหลือเก็บ และสุดท้ายอาจกลายเป็นหนี้เสียได้ในที่สุด ด้วยเหตุนี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงได้มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแบบใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะมีผลในเดือนเมษายน ปี 2562 ที่จะถึงนี้ โดยรายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น เดี๋ยวเราจะมาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ

(ภาพประกอบจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย)

เริ่มใช้เมื่อไหร่ มีผลเมื่อไหร่ ?

หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยจะบังคับให้ใช้โดยทั่วกัน ในวันที่ 1 เมษายน 2562 ปีหน้านี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้าน หรือคอนโดก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ยังใช้หลักเกณฑ์เดิมได้อยู่ เพื่อให้มีการปรับตัวก่อนนิดนึงค่ะ

มีหลักเกณฑ์อย่างไร ?

หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแบบใหม่นี้ จะพูดถึงเรื่องการวางเงินดาวน์ขั้นต่ำก่อนการจะยื่นกู้ซื้อบ้าน โดยเฉพาะหลังที่ 2 เป็นต้นไปนั่นเองค่ะ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มกู้บ้านหลังแรก, กลุ่มกู้บ้านหลังที่ 2, และกลุ่มกู้บ้านหลังที่ 3 โดยจะมีเกณฑ์แบบไหนบ้างนั้น สามารถอธิบายง่ายๆ ได้ดังนี้
กลุ่มกู้บ้านหลังแรก
  • ผู้ที่ต้องการกู้ซื้อบ้านหลังแรก โดยที่ราคาบ้านไม่เกิน 10 ล้านบาท วางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 0-10% (คืออาจกู้ได้ 100% เลย) 
  • หากบ้านหลังแรกมีราคาเกิน 10 ล้านบาท จะต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำเพิ่มเป็น 20% (คือกู้ได้แค่ 80% นั่นเอง) 
กลุ่มกู้บ้านหลังที่สอง
  • หากผ่อนหลังแรกมาแล้วมากกว่า 3 ปี วางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 10%
  • หากผ่อนหลังแรกน้อยกว่า 3 ปี ต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 20% (คือกู้ได้แค่ 80% เพื่อลดความเสี่ยงในการชำระหนี้ไม่ไหว) 
กลุ่มกู้บ้านหลังที่สาม
  • กู้ซื้อบ้านหลังที่สาม วางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 30% ทุกราคาบ้าน (ซึ่งก็คือกู้ได้แค่ 70% เท่านั้น) 
ตัวอย่างเหตุการณ์นายประสิทธิ์ ซื้อบ้านหลังแรก โครงการ เพอร์เฟค เพลส แจ้งวัฒนะ 2 ไว้เมื่อปี 2560 ในราคา 7 ล้านบาท นายประสิทธิ์สามารถวางเงินดาวน์ขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 0-10% ของราคาบ้าน และยื่นกู้ซื้อบ้านได้ 90-100% และถ้าหากนายประสิทธิ์ผ่อนบ้านผ่านไป 5 ปี และยังผ่อนไม่หมด แต่นายประสิทธิ์ต้องการซื้อคอนโด โนเบิล เพลินจิต ไว้ใกล้ๆ ที่ทำงาน ในราคา 12 ล้านบาท นายประสิทธิ์ต้องมีเงินดาวน์อย่างน้อย 10% ของราคาคอนโด หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท ต่อมา ถ้าอีก 5 ปี นายประสิทธิ์อยากซื้อคอนโดเพิ่มอีก เป็นที่อยู่อาศัยหลังที่ 3 เพื่อไว้เก็งกำไร หรือทำคอนโดปล่อยเช่าในโครงการ ลุมพินี วิลล์ พัฒนาการ - ศรีนครินทร์ ในราคา 1.65 ล้านบาท นายประสิทธิ์ต้องมีเงินดาวน์ขั้นต่ำ 30% หรือประมาณ 495,000 บาท

(หมายเหตุ: ตัวอย่างเหตุการณ์สมมติ ราคาแต่ละโครงการอาจมีการเปลี่ยนแปลง)

หลักเกณฑ์แบบใหม่นี้ เกี่ยวข้อง และ ไม่เกี่ยวข้อง กับใครบ้าง

อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ใหม่ ไม่ได้มีผลบังคับใช้กับทุกคน โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบ มีดังต่อไปนี้
1. ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านหลังแรก โดยมีราคาเกิน 10 ล้านบาท
2. ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่ 2 โดยที่หลังแรกยังผ่อนไม่หมด
3. ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่ 3 ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะผ่อนหมดแล้ว หรือไม่ก็ตาม
สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบในหลักเกณฑ์ใหม่นี้ คือ
1. ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านหลังแรกในราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท
2. ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่สอง โดยที่หลังแรกผ่อนเสร็จเรียบร้อยแล้ว (ไม่มีสัญญาคงค้าง)
3. ผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรก และกำลังผ่อนอยู่ แต่ต้องการ Refinance
4. ผู้กู้สินเชื่อ Top-Up เพื่อจ่ายเบี้ยประกันชีวิตผู้กู้ (MRTA) และประกันวินาศภัย, สินเชื่อที่ให้กับธุรกิจ SMEs
5. ผู้ที่กู้เพื่อสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง
6. ผู้ที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้าน หรือคอนโดเสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2561
7. ผู้ที่ทำสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยก่อนวันที่ 1 เมษายน 2562
เพิ่มคำอธิบายภาพ
(ภาพประกอบจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย)

ประโยชน์ที่จะได้รับ

ทางธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าหลักเกณฑ์ใหม่นี้ จะเกิดประโยชน์ดังต่อไปนี้
1. สามารถควบคุมดูแลการกู้ที่พักอาศัยของประชาชนให้อยู่ในวงเงินที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการอยู่อาศัยจริง ซึ่งถ้าหากใครต้องการกู้ซื้อบ้าน จำเป็นต้องมีเงินดาวน์อยู่จำนวนหนึ่ง ส่วนนี้ก็จะทำให้ประชาชนเกิดการออมเงินอย่างเป็นระบบมากขึ้นด้วยค่ะ
2. สามารถคัดกรองได้ว่า ใครมีรายได้เท่าไหร่ และมีความสามารถในการผ่อนเท่าไหร่ โดยไม่เกิดปัญหาการผ่อนไม่ไหวในภายหลัง ซึ่งจะทำให้เกิดการชำระหนี้ไม่ตรง และเกิดหนี้คงค้างในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาจากภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกเลยทีเดียว
3. ช่วยยกระดับมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน ให้สามารถดูแลความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


(ภาพประกอบจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย)
สรุปง่ายๆ ก็คือ ตั้งแต่เดือนเมษายนปีหน้านี้ (2562) ใครที่จะกู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 และ 3 จะต้องเก็บเงินก้อนไว้ดาวน์บ้านกันก่อน จะไปยื่นกู้ซื้อขอวงเงินเต็ม 100% จะเป็นไปไม่ได้แล้วนะคะ  
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bot.or.th
เครดิต: checkraka.com

ครม.อนุมัติให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ผู้มีรายได้น้อย



ครม.อนุมัติให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ผู้มีรายได้น้อยไม่เกินรายละ 50,000บาท


ผ่อน 5 ปี ไม่คิดดอกเบี้ยปีแรก วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองตามแนวทางประชารัฐ ใช้งบประมาณรวม 2 หมื่นล้านบาท เป้าหมายเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในชุมชนเมือง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน ถึง 9 ล้านคน โดยจะเป็นการดำเนินการผ่านธนาคารออมสินใน 3 มาตรการ

ประกอบด้วย


1.มาตรการสินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชน

2.มาตรการประชารัฐเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน

3.โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบอาชีพรายย่อยในชุมชนเมือง


เครดิต: 

http://www.posttoday.com/economy/finance/446305
http://www.gsb.or.th/index.aspx

โครงการบ้าน ธอส. เพื่อข้าราชการ


ธอส. เตรียมวงเงิน 30,000 ล้านบาท จัดทำ “โครงการบ้าน ธอส. เพื่อข้าราชการ” อัตราดอกเบี้ย MRR – 3.5% ต่อปี เท่ากับ 3.25% ต่อปี นาน 4 ปีแรก กู้ 1 ล้าน ผ่อน 4,800 บาท/เดือน






ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เดินหน้าพันธกิจหลัก : ทำให้คนไทยมีบ้าน เตรียมวงเงิน 30,000 ล้านบาท จัดทำ “โครงการบ้าน ธอส. เพื่อข้าราชการ” สร้างโอกาสให้ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ บุคลากรทางการศึกษา และพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ง่ายยิ่งขึ้น อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR – 3.5% ต่อปี นาน 4 ปีแรก (อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 3.25% ต่อปี คิดจาก MRR ธอส.ปัจจุบัน เท่ากับ 6.75% ต่อปี) เปิดรับยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2559

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างโอกาสให้คนไทยมีบ้าน โดยได้เล็งเห็นความสำคัญเรื่องการมีที่อยู่อาศัยของกลุ่มข้าราชการ ทหาร ตำรวจ บุคลากรทางการศึกษา และพนักงานรัฐวิสาหกิจ จึงได้เตรียมวงเงิน 30,000 ล้านบาท จัดทำ “โครงการบ้าน ธอส. เพื่อข้าราชการ” เพื่อสนับสนุนให้ข้าราชการไทยปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ ประชาชน และเพื่อตอบแทนความร่วมมือและเป็นกำลังใจให้กับความมุ่งมั่นเพื่อสังคมไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 - 4 เท่ากับ MRR – 3.5% ต่อปี (หรือ 3.25% ต่อปี) คิดจาก MRR ธอส.ปัจจุบัน เท่ากับ 6.75% ต่อปี ปีที่ 5 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR - 1% ต่อปี (กรณีซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกฯคิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR) ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ขยาย ซ่อมแซม ไถ่ถอน ซื้อที่ดินเปล่าที่เป็นทรัพย์ NPA ของ ธอส.พร้อมปลูกสร้าง กู้ชำระหนี้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 100% ของราคาประเมิน หรือราคาซื้อขาย (พิจารณาราคาที่ต่ำกว่า) ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 30 ปี

โครงการบ้าน ธอส.เพื่อข้าราชการ นับเป็นผลิตภัณฑ์ด้าน Social Solution ของธนาคารที่ต้องการดูแลกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้เข้าถึงระบบการเงินเพื่อที่อยู่อาศัย ครอบคลุมกลุ่มลูกค้า ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการกำหนดอัตราดอกเบี้ย MRR – 3.5% ต่อปี นานถึง 4 ปี จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยให้กลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ง่ายยิ่งขึ้น

สามารถยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2559 ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th และ Facebook fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ฝ่ายสื่อสารองค์กร
1 กรกฎาคม 2559



ธุรกิจ อพาร์ทเมนท์อ่วม ! คอนโดฯเบียด



ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจทีเอ็มบีมองแนวโน้มธุรกิจอพาร์ทเมนท์อ่วม!
เจอคอนโดฯเบียด ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การเร่งตัวที่มากขึ้นของสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยยังถือว่ามีความเสี่ยง โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ต่อสินเชื่อรวม ณ ปลายปี 2555 ที่อยู่ที่ 5.4% สูงเป็นอันดับสองรองจากธุรกิจก่อสร้าง และสูงกว่าสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวมของประเทศอยู่สองเท่า อีกทั้งยังสูงกว่าภาคธุรกิจอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วน NPLs เป็น 4.5% ต่อสินเชื่อ และการพาณิชย์ที่ 2.3% เป็นต้นศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบีหรือ TMB Analytics รายงานว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังค่อนข้างนิ่ง และมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ทำให้การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นที่ดึงดูดใจจากภาระต้นทุนกู้ยืมของผู้ประกอบการที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต และผู้บริโภคเองก็มีความสามารถในการกู้ยืมมากขึ้น จึงสนับสนุนให้สินเชื่อในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโตกว่า 10% ในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ยอดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตในระดับสองหลักในปี 2555 นั้น ธุรกิจอาคารชุดพักอาศัย และอาคารแฟลตเพื่อขาย หรือที่เรียกรวมง่ายๆ ว่า “ธุรกิจคอนโด” มีส่วนแบ่งถึง 13% ซึ่งใกล้เคียงกับ “ธุรกิจอพาร์ทเม้นท์” เพื่อเช่า(นับรวมเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์แบบที่ให้บริการครบวงจร)ที่มีสัดส่วนสินเชื่อคิดเป็น 12%

หากพิจารณาลงไปในรายธุรกิจของภาคอสังหาริมทรัพย์ จะพบว่า ธุรกิจอาคารชุดมีสัดส่วนสินเชื่อที่ชำระตรงตามกำหนดสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคอสังหาริมทรัพย์ สะท้อนให้เห็นว่าสินเชื่อที่ให้กับธุรกิจคอนโดยังมีคุณภาพดีกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม แต่ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจอพาร์ทเม้นท์กลับมีสินเชื่อดีอยู่ที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งสัญญาณความเสี่ยงในกลุ่มธุรกิจดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้นยังพบอีกว่าสินเชื่อที่เริ่มส่งสัญญาณมีปัญหาแต่ยังไม่เป็น NPLs ของธุรกิจอพาร์ทเม้นท์ มียอดค้างเป็นเกือบสองเท่าของยอด NPLs ซึ่งหมายความว่า มีสินเชื่อของธุรกิจอพาร์ทเม้นท์จำนวนมากที่อาจพัฒนาไปเป็นหนี้เสียได้ในอนาคต โดยสินเชื่อเหล่านี้เป็นสินเชื่อของผู้ประกอบการรายย่อยเกือบทั้งสิ้น ประเด็นดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาสภาพคล่อง (การชำระล่าช้า)ของผู้ประกอบการรายย่อย ที่แม้ยังมีความตั้งใจที่จะผ่อนชำระแต่ไม่สามารถหมุนเงินได้ทัน

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจอพาร์ทเม้นท์มีแนวโน้มเสี่ยงมากขึ้น เป็นเพราะภายใต้ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวและอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ทำให้ค่างวดผ่อนรายเดือนไม่ต่างจากค่าเช่ามาก ผู้บริโภคจึงมีแรงจูงใจที่จะซื้อเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโดมิเนียมส่วนตัว มากกว่าที่จะเช่าอพาร์ทเม้นท์เพื่อพักอาศัย อีกทั้งคนในยุค Gen-Y ที่มีนิยมความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต อาจมองว่าการพักในคอนโดตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ดีกว่า เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง เช่น ฟิตเนส สระว่ายน้ำ ที่ทันสมัยกว่าในอพาร์ทเม้นท์ อีกทั้งให้อิสระของความเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเรื่องตกแต่งหรือการใช้สอย แม้แต่ตามหัวเมืองต่างจังหวัด ก็ได้เห็นโครงการอาคารชุดผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สะท้อนความเป็นเมือง (Urbanization) ที่กระจายไปตามต่างจังหวัดชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ นอกจากนี้ การเปิด AEC ในปี 2558 ทำให้เกิดพรมแดนเสรีทางด้านการค้าการลงทุน จะนำไปสู่การเปิดประตูให้ต่างชาติสามารถเข้ามาพำนักหรือทำธุรกิจในไทยได้สะดวกขึ้น จึงไม่น่าแปลกที่มองไปทางไหนก็ล้วนแต่เห็นโครงการอาคารชุดอยู่เต็มไปหมด

สุดท้าย เห็นได้ว่าถึงแม้สินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะธุรกิจอพาร์ทเม้นท์จะยังไม่ส่งสัญญาณหนี้เน่าจนน่าเป็นกังวล แต่คงปฎิเสธไม่ได้ว่าสัญญาณความเสี่ยงในธุรกิจนี้มีการปรับตัวสูงขึ้น เช่น การเร่งตัวของราคาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ ก็จัดเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ ธปท.ประเมินว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ “ต้องเฝ้าติดตาม” ในขณะที่การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุปทาน ก็อาจนำไปสู่ภาวะปริมาณที่อยู่อาศัยล้นตลาดได้ ด้านผู้ประกอบการเองก็คงต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงขอสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ เช่น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย และมองไปยังพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกี่ยวเนื่องกับการตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในอนาคต เพื่อที่จะสามารถปรับกลยุทธ์รับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที

ที่มา:bangkokbiznews.com

สินเชื่อบ้านกสิกรไทย (K-Home Loan)

K-Home Loan




สินเชื่อบ้านกสิกรไทย  (K-Home Loan)


ถ้าวันนี้ฝันอยากมีบ้าน...เป็นเจ้าของบ้านหลังถูกใจโดยไม่ต้องรอนาน ไม่ต้องรอสะสมเงิน เป็นเจ้าของบ้าน หรือคอนโดในฝันกันได้ทุกคน แม้ไม่มีเงินดาวน์ กับสินเชื่อบ้านกสิกรไทย เบาใจดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนชำระยาวนาน 



  • เป็นวงเงินกู้แบบมีกำหนดระยะเวลา คิดดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินกู้ประเภทอื่น และมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้เลือกได้หลายแบบ ผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 30 ปี
  • เป็นเงินกู้เพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยประเภทบ้านและที่ดิน,ทาวน์เฮ้าส์,อาคารพาณิชย์,ห้อง ชุด, ที่ดินเปล่า รวมทั้งการปลูกสร้าง ต่อเติมหรือปรับปรุงที่อยู่อาศัย ตลอดจนรับโอนสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น โดยมีหลักทรัพย์คือที่อยู่อาศัย จำนองเป็นหลักประกัน
ระยะเวลาการกู้
สูงสุดไม่เกิน 30 ปี



คุณสมบัติของผู้ขอกู้
1.  สัญชาติไทย
2.  มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป
• กรณีเป็นผู้มีรายได้ประจำ อายุของผู้กู้เมื่อรวมกับระยะเวลาผ่อนชำระแล้วต้องไม่เกิน 60 ปี
• กรณีเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว อายุของผู้กู้รวมกับระยะเวลาผ่อนชำระแล้วต้องไม่เกิน 65 ปี
3.  อายุงาน
• กรณีเป็นผู้มีรายได้ประจำ ต้องมีอายุงานไม่น้อยกว่า 2 ปี ถ้าน้อยกว่า 2 ปีต้องมีประวัติทำงานที่เดิมอย่างน้อย 2 ปี
• กรณีเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องประกอบธุรกิจปัจจุบันมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
4.  ผู้กู้หลักต้องมีรายได้ตั้งแต่ 15,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป  (กรณีที่ผู้กู้เป็นผู้มีรายได้ประจำ เช่น พนักงานบริษัท ข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ต้องมีรายได้ตั้งแต่ 10,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป)
5.  มีจำนวนผู้กู้ร่วมได้ไม่เกิน 2 คน และต้องมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
 
วงเงินกู้และระยะเวลาการผ่อนชำระแยกตามประเภทการกู้

1. บ้านพร้อมที่ดิน และทาวน์เฮ้าส์ กู้ได้ไม่เกิน 80% ของราคาซื้อขายและไม่เกิน  80% ของราคาประเมิน (แล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า) ระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 30 ปี
2.  ห้องชุดที่มีระดับราคาขายตั้งแต่ห้องละ 500,000 บาทขึ้นไป ให้กู้ได้ไม่เกิน 80% ของราคาซื้อขาย และไม่เกิน 80% ของราคาประเมิน (แล้วแต่ราคาใดที่ต่ำกว่า) ระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุดกำหนด ดังนี้
      • ราคาซื้อขายต่ำกว่า 1.0 ลบ. กำหนดระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 25 ปี
      • ราคาซื้อขายตั้งแต่ 1.0 ลบ.ขึ้นไป กำหนดระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 30 ปี
3.  อาคารพาณิชย์ กู้ได้ไม่เกิน 80% ของราคาซื้อขาย และไม่เกิน 80% ของราคาประเมิน ( แล้วแต่ราคา ใดต่ำกว่า ) ระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 30 ปี
4.  ปลูกสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินของตนเอง กู้ได้ไม่เกิน 100% ของราคาค่าปลูกสร้าง แต่ไม่เกิน 80% ของราคาประเมินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 30 ปี
5.  ต่อเติมหรือปรับปรุงที่อยู่อาศัย กู้ได้ไม่เกิน 100% ของราคาประเมินส่วนที่ต่อเติม และไม่เกิน 80% ของราคาประเมินบ้านและที่ดิน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5.0 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 10 ปี
6.  รับโอนลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น (Refinance)
o ธนาคารกำหนดเงื่อนไขการกู้และอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้า Refinance โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ K-Home Loan Delivery 0 2888 8888 กด 5 กด 1 กด 7
7.  การกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่าต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังนี้
      7.1 เพื่อซื้อที่ดินเปล่าเฉพาะในโครงการที่ธนาคารให้การสนับสนุน
      7.2 เพื่อซื้อที่ดินเปล่าไว้สำหรับการขยายที่อยู่อาศัยเดิมออกไป ตามความจำเป็นเพื่อการอยู่อาศัย
      กำหนดหลักเกณฑ์การให้กู้สำหรับข้อ 7.1 - 7.2 ดังนี้
               1) ให้กู้ได้ไม่เกิน 70% ของราคาประเมินที่ดิน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท
               2) กำหนดเนื้อที่ไม่เกิน 3 ไร่
               3) ระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 10 ปี
      7.3 เพื่อซื้อที่ดินเปล่าจากการแก้ไขหนี้ของธนาคารกสิกรไทย
      7.4 เพื่อซื้อที่ดินเปล่าจากการประมูลขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี (เป็นทรัพย์จำนองของธนาคารกสิกรไทย)
      7.5 เพื่อซื้อที่ดินเปล่าที่เป็นทรัพย์รอการขายของธนาคารกสิกรไทย และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่ธนาคารกสิกรไทยจัดตั้งขึ้น ดังนี้
      กำหนดหลักเกณฑ์การให้กู้สำหรับข้อ 7.3 - 7.5 ดังนี้
               1) ให้กู้ได้ไม่เกิน 90% ของราคาซื้อขายและไม่เกิน  85%ของราคาประเมิน
               2) วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน10 ล้านบาท โดยทรัพย์ต้องมีเนื้อที่ไม่เกิน 10 ไร่
               3) ระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 10 ปี
8. หลักเกณฑ์การให้กู้สำหรับที่อยู่อาศัยตามระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทย
      • กรณีที่อยู่อาศัยมีราคาซื้อขายตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป กำหนดให้กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 80% ของราคาซื้อขาย (ที่อยู่อาศัยทุกประเภท)
      • กรณีที่หลักประกันเป็นห้องชุด ราคาซื้อขายต่ำกว่า 10 ล้านบาท กำหนดให้กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 90% ของราคาซื้อขาย

อัตราดอกเบี้ยพิเศษ
อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 6 แบบดังนี้

แบบที่ 1  อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1 ปีแรก 2.00%
แบบที่ 2  อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 4.50%
แบบที่ 3  อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก 5.25%
แบบที่ 4  อัตราดอกเบี้ยลอยตัวพิเศษ 1 ปีแรก MLR - 5.25%
แบบที่ 5  อัตราดอกเบี้ยลอยตัวพิเศษ 2 ปีแรก MLR-2.75%
แบบที่ 6  อัตราดอกเบี้ยลอยตัวพิเศษ 3 ปีแรก MLR- 2.00%
หลังจากระยะเวลาข้างต้น คิดอัตราดอกเบี้ย MLR สำหรับที่อยู่อาศัยทั่วไป หรือ คิดอัตราดอกเบี้ย MLR สำหรับอาคารพาณิชย์ จนสิ้นสุดอายุสัญญา
** อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไม่รวมถึงการปล่อยกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่า****
นอกจากนี้ ธนาคารได้ยังมีอัตราดอกเบี้ยสำหรับกลุ่มลูกค้าพิเศษ ซึ่งอ้างอิงตามรายได้ (อาชีพทั่วไป) ที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป และกลุ่มอาชีพพิเศษ ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักบินพาณิชย์ ผู้พิพากษา และอัยการ หากท่านต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ K- Home Loan Delivery  0 2888 8888  กด 5 กด 1 กด 7

เงื่อนไขพิเศษ  ลูกค้าสามารถเลือกรับสิทธิ์ส่วนลดอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 0.50% ในช่วงปีแรก หากปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้
1. เซ็นสัญญาภายใน 7 วันทำการนับหลังจากวันที่ระบุในหนังสือแจ้งผลอนุมัติ
2. กรณีทำประกันชีวิตพิทักษ์สิน-โฮม/ซีเนียร์ (MRTA) รับสิทธิ์ลดอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 0.25%
    -  รับสิทธิ์ลดดอกเบี้ยปีแรก 0.25% กรณีลูกค้าสมัครทำประกันชีวิตพิทักษ์สินฯ โดยมีทุนประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อเต็ม 100% ของวงเงินสินเชื่อและเลือกระยะเวลาคุ้มครองเต็มระยะเวลากู้
    -  รับสิทธิ์ลดดอกเบี้ยปีแรก 0.12% กรณีทำประกันชีวิตพิทักษ์สินฯ นอกเหนือเกณฑ์ที่ระบุข้างต้น
หมายเหตุ
สามารถยื่นขอกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 1กรกฎาคม - 30 กันยายน 2555

ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
ค่าประเมินราคาหลักประกันโดยบริษัท โพรเกรส แอพไพรซัล หรือบริษัทประเมินที่ธนาคารรับรอง หรือสาขา เป็นผู้ดำเนินการประเมินราคา คิด 2,700 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ระยะเวลาการพิจารณาการขอกู้
ประมาณ 7 วันทำการ (กรณีเอกสารครบถ้วน)

http://www.kasikornbank.com/th/personal/loans/khomeloan/pages/khomeloankasikorn.aspx

แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2555 คอนโดมิเนียมมาแรง !!!!!!



ธอส.ชี้ห้องชุด สร้างเสร็จ จดทะเบียนใหม่เขต กทม.-ปริมณฑล

กว่า 3 หมื่นหน่วย ขานรับแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2555 

คอนโดมิเนียมมาแรง !!!!!!

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2555 หลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ส่งผลความนิยมซื้อคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น โดยมีจำนวนห้องชุดสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ในเขต กทม.และปริมณฑล รวม 34,051 หน่วย

แต่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยปี 2554 กลับลดลง 20% จากปี 2553 เหลือประมาณ 315,000 ล้านบาท จากยอดรวมปี 2553 มีมูลค่า 392,200 ล้านบาท ซึ่งที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ทุกประเภทรวมกันของปี 2554 ลดลง 24% จากประมาณ 107,000 หน่วย เมื่อปี 2553 เหลือประมาณ 81,500 หน่วย

ขอสินเชื่อเพื่อ การกู้ซื้อบ้านทำไงบ้าง ?


ขอสินเชื่อเพื่อ การกู้ซื้อบ้านทำไงบ้าง ? 

            เงินดาวน์ (Down Payment) คือจำนวนเงินสดที่คุณจะต้อง สมทบในวันแรกของการกู้ยืมซึ่งมักถูกกำหนดให้เป็นเปอร์เซ็นต์ของราคา บ้านที่ต้องการซื้อ เช่น บ้านราคา 1,000,000 บาท ในการขอสินเชื่อบ้านคุณต้องดาวน์ 20% หมายความว่าคุณต้องออกเงินเอง 200,000 บาท โดยผู้ให้กู้จะให้กู้ในส่วนที่เหลือเท่ากับ 800,000 บาท



เงินต้น (Principal) คือจำนวนเงินที่คุณกู้ออกมาเพื่อใช้รวมกับเงินดาวน์ในการซื้อบ้านของคุณ

ระยะเวลากู้ยืม (Term/Tenure) คือจำนวนปีการผ่อนชำระ โดยทั่วไปจะถูกแบ่งออกเป็นงวดหรือจำนวนเดือน เช่น 60 งวดเท่ากับ 5 ปี พึงจำไว้ว่าระยะเวลาการกู้ที่ยาวขึ้นหมายถึง ดอกเบี้ย และ ความเสี่ยง ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยง คุณควรกู้ให้ สั้นที่สุด หรือไม่ก็จ่ายเงินต้นคืนเกินกว่าที่กำหนดไว้ในค่างวด แต่คุณต้องแน่ใจว่าไม่มีค่าปรับการชำระโดยวิธีดังกล่าว นอกจากนี้ หากคุณมี หนี้สินอื่นๆ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อบ้าน ไม่ว่าจะเป็นจากบัตรเครดิตหรือจากการผ่อนรถยนต์ คุณควรไปลดยอดหนี้ดังกล่าวก่อน



ดอกเบี้ย (Interest) คือค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมที่คุณต้องจ่ายแก่ผู้ให้กู้ โดยปกติอัตราดอกเบี้ยจะคิดเป็นร้อยละต่อปีและถูกแบ่งออกเป็น สองประเภท

แบบลอยตัว เช่น MLR (Minimum Lending Rate) โดยอัตราดังกล่าวจะแตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคารและจะมีการปรับเปลี่ยนเป็น ระยะๆ

แบบตายตัว เช่น 5.5% สำหรับชั่วระยะเวลาที่กำหนดไว้เช่น 1 ปี เป็นต้น