PRN บริการรับฝากขาย-ให้เช่าที่ดิน บ้าน คอนโด โดยทีมงานมืออาชีพ ให้คำปรึกษาฟรี 094-2353251
Showing posts with label อสังหา. Show all posts
Showing posts with label อสังหา. Show all posts

นักเก็งกำไรคอนโด เฮหรือฟุบ !

นักเก็งกำไรธุรกิจคอนโดมิเนี่ยม

condo



                  ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา "ซิตี้ คอนโด" ถือว่าเป็นดาวรุ่งของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หลายโครงการสามารถปิดการขายได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการบิ๊กแบรนด์ปรับพอร์ตลงทุนผุดโครงการใหม่รับพฤติกรรมการซื้อ กลุ่มลูกค้าที่ซื้อมีทั้งซื้ออยู่อาศัยเอง (เรียลดีมานด์) แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้บริโภคบางกลุ่มสบช่องกระแสบูม "คอนโด" ร่วมเข้าคิวรับใบจองห้องชุด ก่อนนำออกเร่ขายแข่งแบบไม่ทันข้ามวัน ฟันส่วนต่างกำไรตั้งแต่ 2 หมื่นบาทจนถึงหลักแสนบาท/หน่วย ขึ้นอยู่กับทำเลของห้องชุด เปิดออปชั่นให้ทั้งซื้อดาวน์-ซื้อสิทธิได้รับส่วนลด รวมทั้งประกาศหาลูกค้า (ซื้อ-ขาย) ทางอินเทอร์เน็ต

"แฟนคลับ" คอนโดแผลงฤทธิ์ยื้อการโอน

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้แม้ตลาด condo หรือการเปิดตัวโครงการใหม่จะดูแผ่วลง ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังมากขึ้น ที่ดินที่ซื้อในราคาที่เหมาะสมไม่ใช่หาซื้อได้ง่ายๆ ต้นทุนค่าก่อสร้างก็เพิ่มขึ้น อีกทั้งการเปิดตัวสินค้าใหม่ยังต้องแข่งกับซัพพลายเก่าในตลาดจากสินค้าที่เหลือขายในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในแต่ละโครงการ 10-20 % ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มเก็งกำไรซื้อไว้นำมาขายแข่ง ในกรณีที่บางรายขายปล่อยสินค้าออกได้ก็ดีไป แต่ก็มีบางรายที่ซื้อไว้ 5 ยูนิต 10 ยูนิต ถึงเวลาขายต่อไม่ได้ก็ต้องทนฝืนผ่อนดาวน์ไปเรื่อยๆ รอจังหวะขายทำกำไร

เข็ดไหมค้ากำไรตอนขายดาวน์ ?

                 ตลาดคอนโดในปีนี้ถ้าตลาดดีจริงก็ขายหมดแต่ถ้าไม่ดีก็ลำบาก กลุ่มคนที่ซื้อเก็งกำไรทั้งระยะสั้นคือ ซื้อปุ๊บขายใบจองปั๊บ เริ่มเป็นไปได้ยากแล้วขณะที่กลุ่มคนที่ซื้อเก็งกำไรระยะกลางคือ ซื้อแล้วผ่อนดาวน์รอจังหวะขายเมื่องานก่อสร้างคืบหน้า กลุ่มนี้ยังพอมีเวลาที่จะวัดดวง
                เมื่อตลาดคอนโดเป็นการขายดีมานด์ล่วงหน้า รายได้จะเข้ามาก็ต่อเมื่อถึงขั้นตอนสร้างเสร็จแล้วส่งมอบ (โอนกรรมสิทธิ์) ให้ลูกค้า ถึงขั้นตอนนี้ สิ่งที่ปรากฏก็คือ
  • ลูกค้ายื้อการโอน 
  • บางรายยื่นขอสินเชื่อไม่ผ่านเจ้าของโครงการต้องนำกลับมาขายใหม่ 
  • ในขณะเดียวกันก็มีลูกค้าบางรายต้องใช้วิธีการรวบเงินจอง 
  • หรือเงินดาวน์จากโครงการหนึ่งมาโปะโครงการหนึ่งที่ครบกำหนดผ่อนดาวน์สิ้นสุดต้องโอนกรรมสิทธิ์ ตามสัญญาจะซื้อจะขาย 
              ในกรณีหลังนี้เกิดขึ้นกับลูกค้ารายที่ซื้อห้องชุดมากว่าหนึ่งโครงการจากผู้ประกอบการเดียวกัน ที่ผู้ประกอบการเจ้าของโครงการเรียกลูกค้ากลุ่มนี้ว่า "แฟนคลับ" นั่นเอง
ในลักษณะการลงทุนหรือเก็งกำไรคอนโด ของกลุ่มแฟนคลับ จะมีรูปแบบการ ซื้อ-ขาย เก็งกำไรคอนโด ตั้งแต่ซื้อขายใบจอง, ขายดาวน์, ซื้อแล้วเอาไปขายเอง, ฝากSaleขาย, ซื้อตอนเริ่มก่อสร้างขายตอนสร้างเสร็จ ไปจนถึงซื้อให้คนเช่าในระยะยาว ในทุกรูปแบบ ซึ่งก่อให้เกิดความต้องการเทียมขึ้นจากการคาดเดาตลาด ส่งผลให้ราคาคอนโดสูงกว่าที่เป็นจริงอย่างไม่มีเหตุผล ตารางเมตรละหลายหมื่นบาท
เพราะการขายคอนโดแบบล่วงหน้ามุ่งเน้นยอดขายเป็นหลัก โดยไม่ได้เน้นการให้ข้อมูลที่เป็นจริงทั้งหมดของโครงการ 

  • หลายโครงการไม่ให้ลูกค้าดูผังโครงการ หรือปรับเปลี่ยนผังในภายหลัง
  • การบอกจำนวนที่จอดรถที่ไม่แน่นอน
  • ปิดบังข้อเสียต่างๆ 
  • สร้างการรับรู้ในแบรนด์สินค้าเป็นสินค้าไฮเอนด์ หรู หรา ฯลฯ
  • และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดๆ ของรัฐเข้ามาดูแล 
  • การจัดแคมเปญเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคและสัญญาที่ไม่เป็นธรรมก็ทำให้หมดสิทธิต่อรอง ถ้าไม่ตรวจสอบให้รอบคอบ ถี่ถ้วน ราคาคอนโดก็จะไม่ต่างจากหุ้นที่ถูกปั่นขึ้นไป จนวันหนึ่งจะถูกทุบราคาลง 

จะว่าไปในแง่ของผู้ประกอบการ หรือผู้ลงทุน ตลาดอสังหาริมทรัพย์นั้นเกือบถูกผูกขาดโดยกลุ่มบริษัทใหญ่ๆ ไม่กี่กลุ่ม ทำให้จริงๆ แล้วแทบไม่มีการแข่งขันในแง่ของตัวสินค้าเลย หรือหากจะมีก็เป็นเพียงแค่ดีไซน์ภายนอก ผู้ลงทุนบางกลุ่มก็ย้ายฐานจากบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์มาลงcondoผสมโรงด้วย จึงเกิดการลดราคา แจกแถมโปรโมชั่นกันมโหฬารในตลาด มีบริษัทใหญ่ในปัจจุบันที่ลงทุนกับโครงการขนาดใหญ่เกินตัว โดยที่ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอ จึงต้องจับตามองกันต่อไปถึงทางออกของการหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนรวมถึงผู้ร่วมทุนใหม่

ท่ามกลางการจับจ้องของหน่วยงานภาครัฐถึงปัญหาฟองสบู่ในตลาดอสังหาฯ "คอนโด" จะกลายเป็นกับดักธุรกิจทั้งที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการเจ้าของโครงการ และขาช้อป แฟนคลับ นักเก็งกำไรที่ตกหลุมพรางตัวเอง เพราะขายต่อกินส่วนต่างกำไรไม่ได้สินค้าติดมือปล่อยไม่ออก ไม่มีกำลังพอที่จะผ่อนต่อ...ถูกเจ้าของโครงการบีบให้โอนกรรมสิทธิ์ ที่อาจเกิดปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายได้

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

ระส่ำ ดัชนีชี้วัดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 3 ลดฮวบ

อสังหาริมทรัพย์ ปี 2556


ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการไตรมาส3ลดลง-ความคาดหวัง

6เดือนข้างหน้าต่ำสุดในรอบ 5 ไตรมาส กังวลศก.ทรุด-การเมืองป่วน


ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ประจำไตรมาส 3 ปีนี้ นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นปัจจุบัน มีค่าเท่ากับ 52.5 ปรับตัวลดลงจากไตรมาส 2 ซึ่งดัชนีมีค่าเท่ากับ 54.7 แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งดัชนีมีค่าเท่ากับ 51.3

ค่าดัชนีไตรมาส 3 ปีนี้ สูงกว่า 50.0 แสดงว่าผู้ประกอบการยังมีความเห็นว่าภาวะตลาดยังดีอยู่ แต่ดัชนีปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว แสดงว่าผู้ประกอบการไม่มั่นใจมากเท่ากับไตรมาสก่อนหน้า โดยไตรมาส 3 ปีนี้ ผู้ประกอบการมีความกังวลใจด้านผลประกอบการ ยอดขาย การลงทุน การจ้างงาน อีกทั้งต้นทุนการประกอบการเพิ่มขึ้นจากราคาวัสดุ ปัจจัยเศรษฐกิจโดย

ภาพรวมที่มีสัญญาณชะลอตัว การเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้มีความกังวลต่อปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้น อีกทั้งผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจในการซื้อที่อยู่อาศัยสำหรับดัชนี ความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations INDEX) ประจำไตรมาส 3 ปีนี้มีค่าเท่ากับ 60.4 ปรับลดลงจากไตรมาสที่แล้ว ซึ่งมีค่าเท่ากับ 67.4 และลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปี 2555 ซึ่งดัชนีมีค่าเท่ากับ 69.6

ค่าดัชนีความคาดหวังใน 6 เดือนข้าง (มองยาวไปถึงมี.ค. 2557 เทียบกับเดือนก.ย. 2556 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำรวจความเชื่อมั่น) ปรับลดลงจากไตรมาสที่แล้วเช่นกัน และเป็นค่าดัชนีต่ำที่สุดในรอบ 5 ไตรมาส โดยผู้ประกอบการมีความกังวลมากขึ้นต่ออนาคต ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์การเมืองที่ส่อเค้าความยุ่งยาก ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน การขาดแคลนแรงงานและผู้รับเหมา ราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มสูงส่งผลต่อธุระกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ บริษัทต่างๆที่รับฝากขายบ้าน รวมไปถึงบริษัทอสังหาขนาดใหญ่ในการตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการลงทุนสร้างโครงการ

ขณะที่ 2 บริษัทอสังหาริมทรัพย์เจ้าใหญ่ กลับสวนกระแสกำลังซื้อที่ชะลอตัว พลิกกลยุทธ์ผลักดันโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคาต่ำล้านบุกตลาด โดยเฉพาะ พฤกษา เรียลเอสเตท และ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ ที่ต่างช่วงชิงความได้เปรียบ เปิดตัวโครงการห่างกันไม่ถึงเดือน โดยใช้โมเดลเดียวกันทั้งระดับราคา และแผนผุดครบทั้ง 4 มุมเมือง

ล่าสุด นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมระดับล่างราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทว่า ยังขยายตัวต่อเนื่อง เพราะผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาทำตลาดมากขึ้น คาดจะผลักดันส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 7-8% คิดเป็นมูลค่าขาย 1.4-1.5 หมื่นล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีส่วนแบ่งอยู่ที่ 5% มูลค่าขาย 9,000 ล้านบาท และคาดปีหน้าตลาดคอนโดราคาต่ำล้านยังเติบโตต่อเนื่อง จึงคาดว่ามูลค่าขายจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 2 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑล ปีนี้เติบโต 7% จากปีที่ผ่านมา 
หรือมีมูลค่ากว่า 335,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นสัดส่วน
คอนโดมิเนียม 58% หรือมูลค่า 194,300 ล้านบาท 
และปีหน้าคาดสัดส่วนคอนโดเพิ่มเป็น 60-70% 
เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์

สาเหตุที่ พฤกษา รุกตลาดคอนโดระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทว่า 
เป็นบิซิเนส โมเดล ซึ่งมุ่งขยายตลาดคอนโดให้ครอบคลุมทุกตลาด 
เพื่อชิงความเป็นเบอร์ 1 ตลาดคอนโดในไทยจากปัจจุบันที่เป็นเบอร์ 1 ของตลาดคอนโดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

"ตลาดคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท มีคู่แข่งน้อยเพราะพัฒนายาก ต้องมีกำลังการผลิตที่มากพอ เพื่อให้คุ้มกับต้นทุน ซึ่งต้องมีระบบปฏิบัติการรองรับ ทั้งการตลาด การขาย เฉลี่ย 2 นาทีต่อยูนิต การก่อสร้าง การโอน และการบริหารชุมชน"

รักษาแชมป์-แย่งตลาดอพาร์ตเมนต์


ถ้าต้องการรักษาความเป็นเบอร์หนึ่ง ของตลาดต้องขยายเข้าไปในทุกตลาด ทุกเซ็กเมนท์ การทำตลาดคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพื่อเข้ามาทดแทนตลาดเช่าอพาร์ตเมนต์ และตลาดทาวน์เฮ้าส์ ที่ไม่สามารถพัฒนาได้แล้ว เพราะต้นทุนราคาที่ดินและวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น และเป็นการรักษาฐานลูกค้าระดับล่างไว้ ตลาดนี้ยังมีความต้องการ 20,000 ยูนิตต่อปี แต่ที่ผ่านมาไม่มีสินค้าออกสู่ตลาด ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องไปเช่าอพาร์ตเมนต์แทน

แผนพัฒนาโครงการคอนโดระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทของพฤกษา จะไปยัง 4 มุมเมืองของกรุงเทพฯและปริมณฑล ในทำเลที่มีศักยภาพ ตามแนวรถไฟฟ้า โดยใช้แบรนด์ “พลัม คอนโด” ซึ่งจะเป็นเมืองคอนโด มียูนิตไม่ต่ำกว่า 2,000 ยูนิต อย่างไรก็ตามในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทเปิดโครงการภายใต้แบรนด์ พลัม คอนโด ไปแล้ว 3 โครงการ ในทำเลนวมินทร์ ลาดพร้าว 101 และบางแค แต่เป็นโครงการขนาดเล็ก จำนวน 500-700 ยูนิตต่อโครงการเท่านั้น

ราคาเริ่มต้น 6.9 แสนบาทต่อยูนิต


ล่าสุด ได้เปิดโครงการ "พลัม คอนโด พหลโยธิน 89" เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัทในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา บนพื้นที่ 100 ไร่ มูลค่าโครงการ 7,000 ล้านบาท 7,700 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 699,000 บาท ขนาดเนื้อที่ตั้งแต่ 22-28 ตร.ม. และได้เปิดขายอย่างไม่เป็นทางการช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมียอดขายแล้ว 3,300 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าขาย 2,700 ล้านบาท คาดก่อสร้างเสร็จต้นปี 2558

"คอนโดระดับล่าง แม้มีความต้องการมาก แต่ยอมรับว่ามีความเสี่ยงในการกู้สินเชื่อบ้าน พฤกษาจึงร่วมมือกับธนาคารต่างๆ เพื่อสร้างเครดิตให้ลูกค้า โดยลูกค้าต้องเปิดบัญชีเงินฝาก เท่ากับค่างวดที่ลูกค้าจ่ายทุกเดือน จนถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับการอนุมัติสินเชื่อ"

ส่วนไตรมาส 4 ปีนี้ มีแผนพัฒนา พลัม คอนโด อีก 1-2 โครงการ มูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท และปี 2557 มีแผนเพิ่มอีก 2 โครงการ ในโซนตะวันออก และตะวันตก รวมยูนิตมากกว่า 10,000 ยูนิต เป็นส่วนหนึ่งในแผนพัฒนาคอนโดทั้งปี 10-15 โครงการ มูลค่า 10,000 - 20,000 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการธุรกิจคอนโดของบริษัท 9 เดือนที่ผ่านมา มียอดขายแล้ว 13,000 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 7,000 ล้านบาท คาดสิ้นปีจะมียอดขายรวม 15,000 ล้านบาท ส่วนยอดขายรวมทำได้แล้ว 30,000 ล้านบาท จากเป้าทั้งปีตั้งไว้ที่ 35,000 ล้านบาท คาดยอดขายทั้งปีจะมากกว่าเป้าที่ตั้งไว้อยู่ที่ 40,000 ล้านบาท ส่วนรายได้จะมากกว่าเป้าตั้งไว้ที่ 34,000 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (แบ็คล็อก) ภายใน 3 ปีอีก 45,000 ล้านบาท

แนวโน้มตลาดอสังหาฯ ปี 2557 จะเติบโตน้อยไม่เกิน 0-5% การพัฒนาโครงการในเมืองเริ่มอิ่มตัว ผู้ประกอบการหันไปพัฒนาตามหัวเมืองใหญ่ๆ ในต่างจังหวัดไปถึงหัวเมืองรองแล้วในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามการที่อสังหาฯเติบโตในระดับนี้ถือว่ามีเสถียรภาพมาก

ส่วนปัจจัยที่จะขับเคลื่อนให้ตลาดอสังหาฯขยายตัวได้ต่อไป คือการขยายตัวไปยังต่างจังหวัดทั้งหัวเมืองหลักและหัวเมืองรอง ส่วนเศรษฐกิจในภาพรวมเชื่อว่ายังมีปัจจัยเสี่ยง ซึ่งบริษัทหวังว่าภาครัฐจะมีมาตรการออกมากระตุ้น เช่น จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท

แอลพีเอ็น ชิงผุดคอนโดหมื่นยูนิต


ในช่วงปลายเดือนก.ย. ที่ผ่านมา บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ เปิดตัวโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 มูลค่า 7,000 ล้านบาท เป็นการพัฒนาที่ดินขนาด 100 ไร่ ประกอบด้วยอาคารชุด 8 ชั้น 50 อาคาร เป็นห้องชุดกว่า 10,000 ยูนิต ขนาดห้องเล็กสุด 21.5 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 639,000 บาทต่อยูนิต โดยโครงการขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของโครงการที่เคยทำมา ซึ่งผู้บริหารแอลพีเอ็น มองว่า เป็นระดับราคาที่มีความต้องการในพื้นที่ค่อนข้างมาก

การประกาศแผนลงทุนในโซนเหนือของกรุงเทพฯ ย่านรังสิต มีการวิเคราะห์ว่า พื้นที่ดังกล่าว กำลังจะพัฒนาโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) รังสิต-บางซื่อ กลายเป็นแรงกระตุ้นการลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยโซนทิศเหนือของกรุงเทพฯ เมื่อประมวลโครงการคอนโดโซนรังสิตที่เกิดขึ้นปีนี้ยังพบว่า มีโครงการผุดขึ้นกว่า 2.5 หมื่นยูนิต

เครดิต:bangkokbiznews.com

10 บิ๊กอสังหา "แลนด์"แชมป์



10บิ๊กอสังหากำไรท่วม2.39หมื่นล.
เทียบฟอร์มเม็ดเงิน"แลนด์"แชมป์-"แสนสิริ"อันดับ3

อานิสงส์มาตรการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% ท็อปเทนบริษัทอสังหาฯในตลาดหุ้นกำไรสุทธิอู้ฟู่รวมกัน 2.39 หมื่นล้านบาท "แลนด์ฯ" รั้งแชมป์กำไรสูงสุดกว่า 5.5 พันล้าน "แสนสิริ" ที่ยอดรับรู้รายได้โตพรวด 3 หมื่นล้านบาทเศษ แต่กำไรสุทธิสอยอันดับ 3 "ศุภาลัย" เจ๋งทำสัดส่วนกำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้สูงสุดที่ 23.5% ส่วน "เพอร์เฟค" รับรู้ผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนสกีรีสอร์ต-โรงแรมที่ญี่ปุ่น รั้งอันดับ 10

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" สำรวจผลประกอบการปี 2555 ของ 10 บริษัทพัฒนาที่ดินในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มียอดรับรู้รายได้สูงสุด 10 อันดับแรก มีกำไรสุทธิรวมกัน 23,967 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% ปัจจัยมาจากนโยบายปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23%

ขณะเดียวกัน ยังพบสถิติที่น่าสนใจว่า บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ถึงแม้มียอดรับรู้รายได้เป็นอันดับ 3 รองจาก บมจ.แสนสิริ และ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท คือ 24,432 ล้านบาท แต่กลับครองความเป็นแชมป์บริษัทอสังหาฯ ที่มีผลกำไรสุทธิประจำปีสูงสุดคือ 5,540 ล้านบาท และมีสัดส่วนกำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ถึง 22.6%

"แสนสิริ" เม็ดเงินอันดับ 3


สำหรับ บมจ.แสนสิริ ที่มีผลประกอบการปี 2555 เติบโตก้าวกระโดด โดยเฉพาะไตรมาส 4/2555 มียอดรับรู้รายได้รวม 14,073 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,819 ล้านบาท จนสามารถแซงหน้าคู่แข่งอย่างพฤกษาฯ และแลนด์ฯ ขึ้นมาเป็นแชมป์บริษัทอสังหาฯ ที่มียอดรับรู้รายได้สูงสุดของปี 2555 คือ 30,087 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในแง่ผลกำไรสุทธิยังคงเป็นอันดับ 3 ทำได้ 3,019 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ที่ประมาณ 10% ขณะที่ บมจ.พฤกษาฯ มีกำไรสุทธิและยอดรับรู้รายได้เป็นอันดับ 2 คือ 3,892 ล้านบาท และ 27,141 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ที่ 14.3%

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าหมายทำสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ที่ 12% แต่เมื่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบผลกำไรสุทธิกับผู้ประกอบการรายอื่นในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่สิ่งที่เน้นคือการทำให้แสนสิริเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค พัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ

"เรื่องกำไรสุทธิเราก็พยายามเข็นให้สูงขึ้น แต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะผมไม่สนใจว่ากำไรสุทธิจะนำมาอ้างอิงที่หนึ่ง แต่ที่ผมสนใจคือลูกค้า เพราะลูกค้าที่ซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ไม่สนใจว่าแต่ละปีบริษัทจะกำไรมากหรือกำไรน้อย" นายเศรษฐากล่าว

"ศุภาลัย" คุมต้นทุนอยู่หมัด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจ บมจ.ศุภาลัย มีผลกำไรสุทธิ 2,743 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ 11,649 ล้านบาท ถือว่าเป็นบริษัทที่มีสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ในปี 2555 สูงที่สุดถึง 23.5% นั่นหมายความว่ามีขีดความสามารถควบคุมต้นทุนได้ดี ทั้งที่มียอดรับรู้รายได้ปี 2555 ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 13,500 ล้านบาท

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ผลงานของศุภาลัยเกิดจาก 4 ปัจจัย 1) ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ปรับลดลง 2) ควบคุมค่าใช้จ่ายและงบฯการตลาดได้ดี 3) รายได้จากอสังหาฯให้เช่า ได้แก่ โรงแรมและอาคารสำนักงานปรับตัวดีขึ้น และ 4) ยอดขายที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้มีต้นทุนการพัฒนาบ้าน-คอนโดมิเนียมต่อหน่วยลดลง โดยปี 2555 กลุ่มศุภาลัยทำยอดขายรวม 23,400 ล้านบาท เกินเป้าประมาณ 2,000 ล้านบาท

"แนวโน้มอัตรากำไรสุทธิในปีนี้คงไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่ารัฐบาลจะลดอัตราภาษีเงินได้ฯ จาก 23% เหลือ 20% แต่ต้นทุนค่าก่อสร้างน่าจะปรับขึ้น 5%"

"เพอร์เฟค" กำไรหล่น


ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับบริษัทอสังหาฯอีก 6 รายที่เหลือ มีผลกำไรสุทธิในปี 2555 ลดหลั่นกันตั้งแต่ 233-2,399 ล้านบาท ได้แก่ 1) บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ (คิวเฮ้าส์) มีกำไรสุทธิ 2,399 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.6% จากยอดขายรับรู้รายได้ 14,409 ล้านบาท 2) บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (เอพี) มีกำไรสุทธิ 2,329 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.4% จากยอดรับรู้รายได้ 17,310 ล้านบาท 3) บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ มีกำไรสุทธิ 2,216 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.6% จากยอดรับรู้รายได้ 13,325 ล้านบาท

4) บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น มีกำไรสุทธิ 1,101 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.1% จากยอดรับรู้รายได้ 8,358 ล้านบาท 5) บมจ.ไรมอนแลนด์ มีกำไรสุทธิ 495 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9% จากยอดรับรู้รายได้ 5,519 ล้านบาท และ 6) บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีกำไรสุทธิ 233 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.6% จากยอดรับรู้รายได้ 8,818 ล้านบาท

นายชายนิด โง้วศิริมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีผลกำไร 233 ล้านบาท ตลอดปี 2554 สาเหตุมาจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนที่เข้าไปลงทุนธุรกิจโรงแรมและสกีรีสอร์ตที่เมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม หากนับเฉพาะผลประกอบการจากการดำเนินธุรกิจในประเทศ บริษัทมีผลกำไรสุทธิปี 2555 กว่า 310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย


ที่มา:prachachat.net

ธุรกิจอสังหาฯ-กำลังผู้บริโภคซื้อฟื้นตัว "พฤกษา" โหมพัฒนาโครงการใหม่



  
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคกลับคืนมาอีกครั้ง และผลจากการที่บริษัทมีการปรับกลยุทธ์และกระบวนการภายในองค์กรในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ไตรมาส 2 ปี 2555 บริษัทมีรายได้รวม 6,868 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,002 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันผลประกอบการครึ่งปีแรก 2555 กลับมารักษาระดับการเติบโตของธุรกิจ ด้วยการทำรายได้ถึง 11,543 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,635 ล้านบาท
ทั้งนี้ในครึ่งปีแรก 2555 บริษัทเปิดโครงการใหม่ 14 โครงการ เป็น ทาวน์เฮ้าส์ 10 โครงการ บ้านเดี่ยว 2 โครงการ คอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 11,000 ล้านบาท เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง ส่งผลให้ไตรมาส 2 มียอดขายรวม 7,019 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ยอดขาย 5,669 ล้านบาท และในครึ่งปีแรก 2555 บริษัทสามารถทำยอดขายรวมกว่า 12,688 ล้านบาท จากทาวน์เฮ้าส์ 44% บ้านเดี่ยว 26% คอนโดมิเนียม  30% และต่างประเทศ 0.3% 
ส่วนยอดโอนครึ่งปีแรก 2555 อยู่ที่ 11,543 ล้านบาท กว่า 90% มาจากทาวน์เฮ้าส์ และเมื่อรวมกับครึ่งปีหลัง 2555 ที่เตรียมโอนอีก 16,821 ล้านบาท จะทำให้ทั้งปี 2555 บริษัทจะมียอดโอนประมาณ 28,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ายอดโอนที่ตั้งไว้เมื่อต้นปีประมาณ 109% จากเดิม 26,000 ล้านบาท ส่วนสินค้าในมือที่พร้อมโอนในปี 2556 อยู่ที่ 9,000 ล้านบาท จากโครงการแนวสูงที่เปิดขายเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา                    
ในครึ่งปีหลัง 2555 บริษัทเตรียมเปิดใหม่อีก 21-26 โครงการ มูลค่าแต่ละโครงการอยู่ที่ 700 ล้านบาท เป็นแนวสูง 2 โครงการ คือ “พลัม เพชรเกษม” และอาจดึง “เดอะ ทรี เกียกกาย” มาพัฒนาใหม่ โดยปรับความสูงลงเหลือ 5 ชั้น มูลค่าโครงการ 500-600 ล้านบาท ที่เหลือเป็นแนวราบทั้งหมด รวมทั้งปี 2555 จะมีโครงการทั้งสิ้น 35-40 โครงการ และเตรียมงบซื้อที่ดินในปี 2555 ที่ 4,000 ล้านบาท ในปี 2556 อีก 6,000 ล้านบาท 
ส่วนการลงทุนในต่างประเทศปัจจุบันกำลังศึกษาการเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซีย และเตรียมลงทุนบ้านเดี่ยวในอินเดียเพิ่มอีก 1 โครงการ ขณะนี้อยู่ระหว่างพูดคุยเรื่องที่ดิน คาดว่าจะเปิดขายได้ในต้นปี 2556 จากปัจจุบันมีการลงทุนแล้วในอินเดีย มัลดีฟส์ เวียดนาม สำหรับครึ่งปีหลัง 2555 คาดว่าภาพรวมธุรกิจสังหาริมทรัพย์จะสดใสถึงปี 2556 แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจยุโรป และปัญหาน้ำท่วมด้วย
ที่มา: http://www.naewna.com/business/17882

แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2555 คอนโดมิเนียมมาแรง !!!!!!



ธอส.ชี้ห้องชุด สร้างเสร็จ จดทะเบียนใหม่เขต กทม.-ปริมณฑล

กว่า 3 หมื่นหน่วย ขานรับแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2555 

คอนโดมิเนียมมาแรง !!!!!!

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2555 หลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ส่งผลความนิยมซื้อคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น โดยมีจำนวนห้องชุดสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ในเขต กทม.และปริมณฑล รวม 34,051 หน่วย

แต่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยปี 2554 กลับลดลง 20% จากปี 2553 เหลือประมาณ 315,000 ล้านบาท จากยอดรวมปี 2553 มีมูลค่า 392,200 ล้านบาท ซึ่งที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ทุกประเภทรวมกันของปี 2554 ลดลง 24% จากประมาณ 107,000 หน่วย เมื่อปี 2553 เหลือประมาณ 81,500 หน่วย

ยักษ์อสังหาฯตีปีกรับผังเมืองใหม่


ยักษ์อสังหาฯตีปีกรับผังเมืองใหม่ 





               ยักษ์อสังหาฯตีปีกรับผังเมืองใหม่ เร่งเปิดกรุที่ดินเก่าเดินหน้าขึ้นโครงการ หลัง กทม.ปรับสีการใช้ประโยชน์ที่ดินใหม่ "เค.อี.แลนด์" ทุ่ม 5 พันล้าน ลุยศูนย์ซีดีซีเฟส 2 ผุดออฟฟิศบิลดิ้ง-โชว์รูมตกแต่งบ้านเพิ่ม เปิดโรงหนังใน "คริสตัล พาร์ค" ย่านเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ด้าน "เสี่ยเจริญ" เตรียมปัดฝุ่นที่ดิน 300 ไร่ ติดถนนเกษตร-นวมินทร์ "เฟอร์เฟค" ส้มหล่นปรับแผนคอนโดฯ "เมโทร สกาย" ทำเลแยกบางใหม่ สร้างคอมมิวนิตี้มอลล์แทน


TPOLY ลุยธุรกิจอสังหาฯครึ่งปีหลัง ผุดทาวน์โฮม ทำเลรามอินทรา


 TPOLYแตกไลน์อสังหาฯ 

ลาดพร้าว : TPOLY ลุยธุรกิจอสังหาฯครึ่งปีหลังเต็มสูบ จ่อผุดทาวน์โฮมทำเลรามอินทรา โชว์งานรับเหมามี backlog ในมือ 5,800 ล้าน ตั้งเป้ารายได้ปี 55 ประมาณ 3,000 ล้าน

บทวิเคราะห์การตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2555

กูรูชี้ ทำเลบ้าน-คอนโด ไม่กลัวน้ำ



"อสังหา"ฉบับปีมังกรทอง 

"อสังหา"กูรูชี้ทำเลบ้าน-คอนโด ไม่กลัวน้ำ


โฟกัสราคาที่ดินปี 2555

จากผลการสำรวจวิจัยของ เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตทฯ พบว่า ราคาที่ดินในเขต กทม.และปริมณฑลยังคงเพิ่มขึ้นอีก 5% ส่วนราคาที่ดินใจกลางเมืองที่มีรถไฟฟ้าผ่านจะพุ่งขึ้นไม่ต่ำกว่า 12-15% แม้ว่าหลายพื้นที่จะประสบภัยน้ำท่วมก็ตาม ปีที่ผ่านมาแปลงที่ดินที่มีราคาสูงสุด คือ สยามพารากอน สยามสแควร์ และ พื้นที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าชิดลมรถไฟฟ้าเพลินจิต ประเมินเป็นมูลค่าได้ถึง 1.4 ล้านบาทต่อตารางวา (ตร.ว.) หรือไร่ละ 560 ล้านบาท เทียบกับปี 53 เพิ่มขึ้นถึง 17% ภายในเวลา 1 ปี

ลงทุนอสังหาหนีหุ้นผันผวน


ลงทุนอสังหาหนีหุ้นผันผวน

          นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด (บลจ.วรรณ) เปิดเผยว่า การที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการปรับตัวขึ้นมาแรงอย่างต่อเนื่องและยังไม่มีการปรับฐานนั้น นักลงทุนควรจะระมัดระวังเพราะหากมีปัจจัยลบเข้ามากระทบ จะทำให้ตลาดหุ้นพร้อมที่จะปรับตัวลดลงได้ตลอดเวลา จากแรงเทขายทำกำไร

การมอบอำนาจ

การมอบอำนาจ


การมอบอำนาจ คือ การที่บุคคลหนึ่งเรียกว่า ตัวการ มอบให้บุคคลอีกคนหนึ่ง
เรียกว่า ตัวแทน มีอำนาจทำการแทน และการกระทำนั้นมีผลทาง กฎหมายเสมือนว่าตัวการทำด้วยตนเอง การมอบอำนาจให้ทำกิจการใด ที่กฎหมายกำหนดว่าต้องทำเป็นหนังสือมอบอำนาจให้ทำกิจการนั้น ก็ต้องทำเป็นหนังสือ เช่น การซื้อขายที่ดินกฎหมายกำหนดว่าต้องทำเป็นหนังสือ ฉะนั้นการมอบอำนาจให้ขายที่ดินก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย โดยจะใช้แบบพิมพ์ของกรมที่ดินหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้ต้องมีสาระสำคัญครบถ้วน แต่เพื่อความสะดวก ควรใช้แบบพิมพ์ของกรมที่ดินโดยผู้นั้นจะต้องทำหลักฐานการมอบอำนาจเป็นหนังสือให้ผู้ไปทำการแทน และควรมอบบัตรประจำตัวของผู้มอบให้กับผู้รับมอบอำนาจไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ เจ้าของที่ดินและผู้ซื้อที่ดินจะต้องระมัดระวัง หรือกระทำ การให้รัดกุม รอบคอบอาจเกิดการฉ้อโกงหรือได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงได้ จึงขอให้ผู้มอบได้ปฏิบัติตามคำเตือนหลังใบมอบอำนาจโดยเคร่งครัด