PRN บริการรับฝากขาย-ให้เช่าที่ดิน บ้าน คอนโด โดยทีมงานมืออาชีพ ให้คำปรึกษาฟรี 094-2353251
Showing posts with label พฤกษา. Show all posts
Showing posts with label พฤกษา. Show all posts

ยักษ์ใหญ่อสังหาแห่ปรับเพิ่มเงินดาวน์คอนโดแบงค์หวั่นหนี้เสีย


ซื้อคอนโดฯแจ็กพอต บริษัทพัฒนาที่ดินแห่ปรับเพิ่มสัดส่วนเงินดาวน์จากลูกค้าเท่าตัว จากเดิมเริ่ม 5% ของราคาห้องชุด เป็น 10-30% หลังแบงก์หวั่นหนี้เสีย สกรีนสินเชื่อเข้ม ส่งผลยอดไม่ได้รับอนุมัติวงเงินกู้พุ่งกระฉูด 5 บิ๊กอสังหาฯ "พฤกษา-แสนสิริ-แอล.พี.เอ็น.-คิวเฮ้าส์-เพอร์เฟค" เจอกระทบถ้วนหน้า พลิกสารพัดแผนช่วยแบ่งเบาภาระลูกค้า
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ตลาดคอนโดมิเนียมที่มีปัจจัยลบรอบด้านอยู่แล้วกำลังเผชิญมรสุมระลอกใหม่ จากที่สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อซื้อคอนโดฯ เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดหนี้เสียหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น จากความเสี่ยงด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่มีเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับเพิ่มสัดส่วนเงินดาวน์ที่เรียกจากลูกค้าที่ซื้อคอนโดฯ ขณะที่ลูกค้าก็ต้องจ่ายเงินดาวน์มากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลกระทบทำให้ตลาดคอนโดฯ ซึ่งปัจจุบันมีการแข่งขันกันรุนแรง และหลายทำเลปริมาณซัพพลายเริ่มล้นตลาดชะลอตัวเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากลูกค้าจำนวนมากยังมีรายได้ค่อนข้างจำกัด ไม่สามารถแบกรับภาระเงินดาวน์ที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นได้

หนี้เสียครัวเรือนสัญญาณเตือนภัย

จากการสำรวจพบว่าขณะนี้ผู้ประกอบการอสังหาฯเกือบทุกรายได้ปรับสัดส่วนเงินดาวน์ห้องชุดในโครงการคอนโดฯเพิ่มขึ้นแล้ว โดยทยอยปรับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน จากเดิมบางบริษัทกำหนดสัดส่วนเงินดาวน์ไม่ถึง 10% ของราคาห้องชุด ปรับเพิ่มเป็น 10-30% เพื่อลดความเสี่ยงลูกค้ากู้สถาบันการเงินไม่ผ่าน เนื่องจากสัดส่วนการไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังธนาคารเข้มงวดการปล่อยเงินกู้พื่อควบคุมหนี้เสีย ประกอบกับลูกค้าบางรายมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการซื้อรถคันแรก และหนี้บัตรเครดิต ทำให้ธนาคารปฏิเสธปล่อยกู้หรือปล่อยกู้ไม่เต็มวงเงินที่ต้องการ เช่น เดิมลูกค้ามีภาระผ่อนดาวน์เพียง 10% และต้องการกู้ธนาคารส่วนที่เหลืออีก 90% แต่ได้รับอนุมัติเพียง 85%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากมีสัญญาณเตือนจากภาระหนี้สินต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นใกล้จะแตะ 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีพีดี) ขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันความหละหลวม อย่างบางธนาคารก่อนหน้านี้ให้ผู้จัดการสาขามีอำนาจอนุมัติสินเชื่อทั้งหมดเอง แต่พบว่าผู้กู้บางรายมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่าเกณฑ์เพียงแค่ 1-2 พันบาท ก็ยังได้รับอนุมัติสินเชื่อ จึงปรับเงื่อนไขหลักเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อโดยให้ส่งเข้าส่วนกลางทั้งหมด และใช้ระบบ "Loan Factoring" หรือคอมพิวเตอร์คำนวณ หากรายได้ต่อเดือนขาดไปเพียงเล็กน้อย ก็จะกู้ไม่ผ่านทันที

ส่วนที่คุมเข้มการอนุมัติสินเชื่อซื้อคอนโดฯ ก่อนที่อยู่อาศัยแนวราบอย่างบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ เป็นเพราะมองว่ามีความเสี่ยงมากกว่า ส่งผลกระทบผู้ซื้อคอนโดฯโดยตรง เพราะจะต้องมีเงินสำรองเตรียมไว้ผ่อนดาวน์เพิ่มขึ้น 

บิ๊กแบรนด์พลิกแผนรับ

ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาฯ โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศปรับขึ้นเงินดาวน์โครงการคอนโดฯ อาทิ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ปรับเพิ่มเงินดาวน์จาก 5-12% เป็น 10-12% กรณีซื้อคอนโดฯ ราคา 1 ล้านบาท เท่ากับผู้ซื้อต้องมีเงินดาวน์เริ่มต้นเพิ่มขึ้นจาก 5 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท บมจ.แสนสิริ ปรับจาก 5% เป็น 12-30% กรณีซื้อคอนโดฯ 1 ล้านบาท ต้องดาวน์เริ่มต้นจาก 5 หมื่นบาท เพิ่มเป็น 1.2 แสน-3 แสนบาท 

บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ ปรับจาก 8-15% เป็น 10-15% กรณีซื้อคอนโดฯ 1 ล้านบาท ต้องมีเงินดาวน์เริ่มต้นเพิ่มขึ้นจาก 8 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ปรับจาก 10% เป็น 15% กรณีซื้อคอนโดฯ 1 ล้านบาท ต้องดาวน์เพิ่มขึ้นจาก 1 แสนบาท เป็น 1.5 แสนบาท บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ หรือ "คิวเฮ้าส์" ปรับจาก 10% เป็น 15% เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้สัดส่วนเงินดาวน์จะเพิ่มขึ้น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า บางบริษัทใช้กลยุทธ์เก็บดาวน์ "งวดบอลลูน" โดยให้ลูกค้าโปะเงินดาวน์เฉพาะงวด เช่น ให้โปะดาวน์ 3-5 งวด ขณะที่การผ่อนดาวน์งวดแรก ๆ ยังเรียกเก็บเท่าเดิม ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่ได้มีภาระเพิ่มขึ้นมากนัก 

คิวเฮ้าส์ สกรีนลูกค้าล่วงหน้า

นางสุวรรณา พุทธประสาท รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทได้ปรับขึ้นเงินดาวน์คอนโดฯ ทุกโครงการตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ที่ผ่านมา โดยลูกค้าต้องจ่ายดาวน์เพิ่มจากเดิม 10% เป็น 15% เพื่อสกรีนว่าเป็นกลุ่มผู้ซื้อจริงที่มีเงินออมอยู่พอสมควร เพื่อลดความเสี่ยงกู้ไม่ผ่าน 

ขณะเดียวกัน ได้ปรับนโยบายการรับจองคอนโดฯ โดยประสานงานสถาบันการเงินทำพรีแอปพรูฟหรือตรวจสอบสถานะทางการเงินเพื่อคัดกรองลูกค้าก่อนรับจอง จากเดิมมีสัดส่วนลูกค้าคอนโดฯ กู้ไม่ผ่านประมาณ 10% ปัจจุบันลูกค้ากลุ่มนี้จะถูกสกรีนออกตั้งแต่ขั้นตอนตรวจสอบสถานะทางการเงิน และเมื่อถึงขั้นตอนขอสินเชื่อส่วนใหญ่จะกู้ผ่านทั้งหมด ส่วนลูกค้าเก่าที่วางเงินดาวน์ 10% หากกู้ไม่ผ่าน บริษัทจะช่วยแก้ปัญหา ได้แก่ 1) แนะนำให้หาผู้กู้ร่วม 2) เปลี่ยนยูนิตที่มีราคาถูกลง 

"ตอนนี้แบงก์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นมาก ยกตัวอย่างเกณฑ์การคำนวณความสามารถผ่อนเงินงวด เดิมผ่อนเงินงวดเดือนละ 7 พันบาท จะต้องมีรายได้ต่อเดือน 3 เท่า หรือ 2.1 หมื่นบาท แต่ปัจจุบันบางธนาคารปรับเกณฑ์รายได้ต่อเดือนเป็น 4 เท่า หรือต้องมีรายได้ต่อเดือน 2.8 หมื่นบาท" นางสุวรรณากล่าว

หนี้ผ่อนรถ-บัตรเครดที่กู้ไม่ผ่าน

แหล่งข่าวจาก บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาพบว่าอัตราลูกค้าคอนโดฯ กู้ไม่ผ่านเพิ่มขึ้นจาก 5-6% เป็น 10% ปัจจุบันยังทรงตัว ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่กู้ซื้อบ้าน-คอนโดฯ ราคาไม่เกิน 4 ล้านบาท เพราะมีภาระหนี้สินอื่นๆ เช่น บัตรเครดิต ค่าผ่อนรถ ฯลฯ 

ตั้งแต่ต้นปี 2557 สำหรับลูกค้าใหม่ บริษัทได้เรียกเก็บเงินดาวน์คอนโดฯ ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จเพิ่มขึ้นจากเดิม 10% เป็น 15% น่าจะช่วยลดความเสี่ยงลูกค้ากู้ไม่ผ่านได้ เพราะสาเหตุหลักเกิดจากลูกค้ามีหนี้อื่น ๆ ที่ต้องผ่อนชำระรายเดือน เมื่อนำไปหักลบกับรายได้ต่อเดือนจึงไม่สามารถกู้แบงก์ได้ถึง 90% ตามที่ต้องการ ส่วนบ้านจัดสรรยังคงเงินดาวน์ไว้ที่ 7-8% เพราะมีระยะเวลาผ่อนดาวน์สั้นกว่าคอนโดฯ 

เช่นเดียวกับที่นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.แสนสิริ ระบุว่า ในส่วนของแสนสิริได้เพิ่มสัดส่วนเงินดาวน์คอนโดฯ จากเดิมหากเป็นคอนโดฯ ราคายูนิตละกว่า 1 ล้านบาท จะเก็บดาวน์เริ่มต้น 5% ก็ปรับเป็นเริ่มต้นที่ 12% ลดความเสี่ยงลูกค้ากู้ไม่ผ่าน เนื่องจากเห็นสัญญาณธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น 

กู้ซื้อบ้าน-ทาวน์เฮาส์เจอหางเลข

ด้านนายสุทธิรักษ์ เสถียรภาพอยุทธ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาสิริ กรุ๊ป เปิดเผยว่า เริ่มเห็นสัญญาณลูกค้ากู้ไม่ผ่านมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะลูกค้าโครงการบ้านจัดสรรในต่างจังหวัด อย่างจังหวัดสกลนคร ซึ่งบริษัทเข้าไปพัฒนาโครงการสิริวิลเลจ สกลนคร-แอร์พอร์ต เป็นบ้านเดี่ยว-บ้านแฝดชั้นเดียว จำนวน 34 ยูนิต ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 1.79 ล้านบาท สัดส่วนกู้ไม่ผ่านสูงถึง 40% 

ส่วนในจังหวัดภูเก็ต มีโครงการอยู่ระหว่างเปิดขาย คือไพร์มเพลส เนรมิต-อนุสาวรีย์ 2 เป็นทาวน์โฮม 72 ยูนิต ราคาเฉลี่ยยูนิตละ 2.7 ล้านบาท และสิริวิลเลจ ภูเก็ต-อนุสาวรีย์ เป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และอาคารพาณิชย์ 72 ยูนิต ราคายูนิตละ 2.79-5.65 ล้านบาท ทั้ง 2 โครงการมีสัดส่วนกู้ไม่ผ่านเฉลี่ย 30% 

สำหรับลูกค้ากู้ไม่ผ่านส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจส่วนตัวหรืออาชีพอิสระ ปัญหาเกิดจากไม่ได้ฝากเงินเข้าบัญชีสม่ำเสมอ ทำให้ไม่สามารถแสดงที่มาของรายได้ บริษัทจึงแก้ปัญหาด้วยการประสานงานธนาคารส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูสถานที่ประกอบกิจการของลูกค้า เพื่อการันตีว่ามีแหล่งที่มาของรายได้จริง

ชี้กลุ่มดาวน์ต่ำไม่นิยมออมเงิน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานคณะกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้ชี้ถึงแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ปี 2557 โดยแนะนำให้

ผู้ประกอบการระมัดระวังเรื่องอัตราหนี้เสีย ซึ่งเกิดจากลูกค้ากู้ไม่ผ่านจะสูงขึ้น เพราะธนาคารจะเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ที่น่าเป็นห่วงคือโครงการที่เก็บเงินดาวน์ต่ำ 5-10% ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง มีโอกาสสูงที่ธนาคารจะปฏิเสธไม่ปล่อยกู้โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระ เพราะคนที่ซื้อโครงการที่ให้วางเงินดาวน์ต่ำ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีนิสัยไมเก็บออมเงิน และมีแนวโน้มสูงที่ปัญหาการเงินและสภาพคล่องจะเป็นเรื่องใหญ่ของผู้ประกอบการอสังหาฯ ทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ยากขึ้น จากที่ธนาคารพิจารณาสินเชื่อเข้มงวด

ที่มาบทความโดย © : www.prachachat.net
PR : http://prrealestates.blogspot.com/2014/05/real-estate-thai-condo.html

ระส่ำ ดัชนีชี้วัดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 3 ลดฮวบ

อสังหาริมทรัพย์ ปี 2556


ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการไตรมาส3ลดลง-ความคาดหวัง

6เดือนข้างหน้าต่ำสุดในรอบ 5 ไตรมาส กังวลศก.ทรุด-การเมืองป่วน


ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ประจำไตรมาส 3 ปีนี้ นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นปัจจุบัน มีค่าเท่ากับ 52.5 ปรับตัวลดลงจากไตรมาส 2 ซึ่งดัชนีมีค่าเท่ากับ 54.7 แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งดัชนีมีค่าเท่ากับ 51.3

ค่าดัชนีไตรมาส 3 ปีนี้ สูงกว่า 50.0 แสดงว่าผู้ประกอบการยังมีความเห็นว่าภาวะตลาดยังดีอยู่ แต่ดัชนีปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว แสดงว่าผู้ประกอบการไม่มั่นใจมากเท่ากับไตรมาสก่อนหน้า โดยไตรมาส 3 ปีนี้ ผู้ประกอบการมีความกังวลใจด้านผลประกอบการ ยอดขาย การลงทุน การจ้างงาน อีกทั้งต้นทุนการประกอบการเพิ่มขึ้นจากราคาวัสดุ ปัจจัยเศรษฐกิจโดย

ภาพรวมที่มีสัญญาณชะลอตัว การเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้มีความกังวลต่อปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้น อีกทั้งผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจในการซื้อที่อยู่อาศัยสำหรับดัชนี ความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations INDEX) ประจำไตรมาส 3 ปีนี้มีค่าเท่ากับ 60.4 ปรับลดลงจากไตรมาสที่แล้ว ซึ่งมีค่าเท่ากับ 67.4 และลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปี 2555 ซึ่งดัชนีมีค่าเท่ากับ 69.6

ค่าดัชนีความคาดหวังใน 6 เดือนข้าง (มองยาวไปถึงมี.ค. 2557 เทียบกับเดือนก.ย. 2556 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำรวจความเชื่อมั่น) ปรับลดลงจากไตรมาสที่แล้วเช่นกัน และเป็นค่าดัชนีต่ำที่สุดในรอบ 5 ไตรมาส โดยผู้ประกอบการมีความกังวลมากขึ้นต่ออนาคต ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์การเมืองที่ส่อเค้าความยุ่งยาก ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน การขาดแคลนแรงงานและผู้รับเหมา ราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มสูงส่งผลต่อธุระกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ บริษัทต่างๆที่รับฝากขายบ้าน รวมไปถึงบริษัทอสังหาขนาดใหญ่ในการตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการลงทุนสร้างโครงการ

ขณะที่ 2 บริษัทอสังหาริมทรัพย์เจ้าใหญ่ กลับสวนกระแสกำลังซื้อที่ชะลอตัว พลิกกลยุทธ์ผลักดันโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคาต่ำล้านบุกตลาด โดยเฉพาะ พฤกษา เรียลเอสเตท และ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ ที่ต่างช่วงชิงความได้เปรียบ เปิดตัวโครงการห่างกันไม่ถึงเดือน โดยใช้โมเดลเดียวกันทั้งระดับราคา และแผนผุดครบทั้ง 4 มุมเมือง

ล่าสุด นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมระดับล่างราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทว่า ยังขยายตัวต่อเนื่อง เพราะผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาทำตลาดมากขึ้น คาดจะผลักดันส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 7-8% คิดเป็นมูลค่าขาย 1.4-1.5 หมื่นล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีส่วนแบ่งอยู่ที่ 5% มูลค่าขาย 9,000 ล้านบาท และคาดปีหน้าตลาดคอนโดราคาต่ำล้านยังเติบโตต่อเนื่อง จึงคาดว่ามูลค่าขายจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 2 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑล ปีนี้เติบโต 7% จากปีที่ผ่านมา 
หรือมีมูลค่ากว่า 335,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นสัดส่วน
คอนโดมิเนียม 58% หรือมูลค่า 194,300 ล้านบาท 
และปีหน้าคาดสัดส่วนคอนโดเพิ่มเป็น 60-70% 
เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์

สาเหตุที่ พฤกษา รุกตลาดคอนโดระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทว่า 
เป็นบิซิเนส โมเดล ซึ่งมุ่งขยายตลาดคอนโดให้ครอบคลุมทุกตลาด 
เพื่อชิงความเป็นเบอร์ 1 ตลาดคอนโดในไทยจากปัจจุบันที่เป็นเบอร์ 1 ของตลาดคอนโดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

"ตลาดคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท มีคู่แข่งน้อยเพราะพัฒนายาก ต้องมีกำลังการผลิตที่มากพอ เพื่อให้คุ้มกับต้นทุน ซึ่งต้องมีระบบปฏิบัติการรองรับ ทั้งการตลาด การขาย เฉลี่ย 2 นาทีต่อยูนิต การก่อสร้าง การโอน และการบริหารชุมชน"

รักษาแชมป์-แย่งตลาดอพาร์ตเมนต์


ถ้าต้องการรักษาความเป็นเบอร์หนึ่ง ของตลาดต้องขยายเข้าไปในทุกตลาด ทุกเซ็กเมนท์ การทำตลาดคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพื่อเข้ามาทดแทนตลาดเช่าอพาร์ตเมนต์ และตลาดทาวน์เฮ้าส์ ที่ไม่สามารถพัฒนาได้แล้ว เพราะต้นทุนราคาที่ดินและวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น และเป็นการรักษาฐานลูกค้าระดับล่างไว้ ตลาดนี้ยังมีความต้องการ 20,000 ยูนิตต่อปี แต่ที่ผ่านมาไม่มีสินค้าออกสู่ตลาด ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องไปเช่าอพาร์ตเมนต์แทน

แผนพัฒนาโครงการคอนโดระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทของพฤกษา จะไปยัง 4 มุมเมืองของกรุงเทพฯและปริมณฑล ในทำเลที่มีศักยภาพ ตามแนวรถไฟฟ้า โดยใช้แบรนด์ “พลัม คอนโด” ซึ่งจะเป็นเมืองคอนโด มียูนิตไม่ต่ำกว่า 2,000 ยูนิต อย่างไรก็ตามในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทเปิดโครงการภายใต้แบรนด์ พลัม คอนโด ไปแล้ว 3 โครงการ ในทำเลนวมินทร์ ลาดพร้าว 101 และบางแค แต่เป็นโครงการขนาดเล็ก จำนวน 500-700 ยูนิตต่อโครงการเท่านั้น

ราคาเริ่มต้น 6.9 แสนบาทต่อยูนิต


ล่าสุด ได้เปิดโครงการ "พลัม คอนโด พหลโยธิน 89" เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัทในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา บนพื้นที่ 100 ไร่ มูลค่าโครงการ 7,000 ล้านบาท 7,700 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 699,000 บาท ขนาดเนื้อที่ตั้งแต่ 22-28 ตร.ม. และได้เปิดขายอย่างไม่เป็นทางการช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมียอดขายแล้ว 3,300 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าขาย 2,700 ล้านบาท คาดก่อสร้างเสร็จต้นปี 2558

"คอนโดระดับล่าง แม้มีความต้องการมาก แต่ยอมรับว่ามีความเสี่ยงในการกู้สินเชื่อบ้าน พฤกษาจึงร่วมมือกับธนาคารต่างๆ เพื่อสร้างเครดิตให้ลูกค้า โดยลูกค้าต้องเปิดบัญชีเงินฝาก เท่ากับค่างวดที่ลูกค้าจ่ายทุกเดือน จนถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับการอนุมัติสินเชื่อ"

ส่วนไตรมาส 4 ปีนี้ มีแผนพัฒนา พลัม คอนโด อีก 1-2 โครงการ มูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท และปี 2557 มีแผนเพิ่มอีก 2 โครงการ ในโซนตะวันออก และตะวันตก รวมยูนิตมากกว่า 10,000 ยูนิต เป็นส่วนหนึ่งในแผนพัฒนาคอนโดทั้งปี 10-15 โครงการ มูลค่า 10,000 - 20,000 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการธุรกิจคอนโดของบริษัท 9 เดือนที่ผ่านมา มียอดขายแล้ว 13,000 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 7,000 ล้านบาท คาดสิ้นปีจะมียอดขายรวม 15,000 ล้านบาท ส่วนยอดขายรวมทำได้แล้ว 30,000 ล้านบาท จากเป้าทั้งปีตั้งไว้ที่ 35,000 ล้านบาท คาดยอดขายทั้งปีจะมากกว่าเป้าที่ตั้งไว้อยู่ที่ 40,000 ล้านบาท ส่วนรายได้จะมากกว่าเป้าตั้งไว้ที่ 34,000 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (แบ็คล็อก) ภายใน 3 ปีอีก 45,000 ล้านบาท

แนวโน้มตลาดอสังหาฯ ปี 2557 จะเติบโตน้อยไม่เกิน 0-5% การพัฒนาโครงการในเมืองเริ่มอิ่มตัว ผู้ประกอบการหันไปพัฒนาตามหัวเมืองใหญ่ๆ ในต่างจังหวัดไปถึงหัวเมืองรองแล้วในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามการที่อสังหาฯเติบโตในระดับนี้ถือว่ามีเสถียรภาพมาก

ส่วนปัจจัยที่จะขับเคลื่อนให้ตลาดอสังหาฯขยายตัวได้ต่อไป คือการขยายตัวไปยังต่างจังหวัดทั้งหัวเมืองหลักและหัวเมืองรอง ส่วนเศรษฐกิจในภาพรวมเชื่อว่ายังมีปัจจัยเสี่ยง ซึ่งบริษัทหวังว่าภาครัฐจะมีมาตรการออกมากระตุ้น เช่น จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท

แอลพีเอ็น ชิงผุดคอนโดหมื่นยูนิต


ในช่วงปลายเดือนก.ย. ที่ผ่านมา บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ เปิดตัวโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 มูลค่า 7,000 ล้านบาท เป็นการพัฒนาที่ดินขนาด 100 ไร่ ประกอบด้วยอาคารชุด 8 ชั้น 50 อาคาร เป็นห้องชุดกว่า 10,000 ยูนิต ขนาดห้องเล็กสุด 21.5 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 639,000 บาทต่อยูนิต โดยโครงการขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของโครงการที่เคยทำมา ซึ่งผู้บริหารแอลพีเอ็น มองว่า เป็นระดับราคาที่มีความต้องการในพื้นที่ค่อนข้างมาก

การประกาศแผนลงทุนในโซนเหนือของกรุงเทพฯ ย่านรังสิต มีการวิเคราะห์ว่า พื้นที่ดังกล่าว กำลังจะพัฒนาโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) รังสิต-บางซื่อ กลายเป็นแรงกระตุ้นการลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยโซนทิศเหนือของกรุงเทพฯ เมื่อประมวลโครงการคอนโดโซนรังสิตที่เกิดขึ้นปีนี้ยังพบว่า มีโครงการผุดขึ้นกว่า 2.5 หมื่นยูนิต

เครดิต:bangkokbiznews.com

10 บิ๊กอสังหา "แลนด์"แชมป์



10บิ๊กอสังหากำไรท่วม2.39หมื่นล.
เทียบฟอร์มเม็ดเงิน"แลนด์"แชมป์-"แสนสิริ"อันดับ3

อานิสงส์มาตรการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% ท็อปเทนบริษัทอสังหาฯในตลาดหุ้นกำไรสุทธิอู้ฟู่รวมกัน 2.39 หมื่นล้านบาท "แลนด์ฯ" รั้งแชมป์กำไรสูงสุดกว่า 5.5 พันล้าน "แสนสิริ" ที่ยอดรับรู้รายได้โตพรวด 3 หมื่นล้านบาทเศษ แต่กำไรสุทธิสอยอันดับ 3 "ศุภาลัย" เจ๋งทำสัดส่วนกำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้สูงสุดที่ 23.5% ส่วน "เพอร์เฟค" รับรู้ผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนสกีรีสอร์ต-โรงแรมที่ญี่ปุ่น รั้งอันดับ 10

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" สำรวจผลประกอบการปี 2555 ของ 10 บริษัทพัฒนาที่ดินในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มียอดรับรู้รายได้สูงสุด 10 อันดับแรก มีกำไรสุทธิรวมกัน 23,967 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% ปัจจัยมาจากนโยบายปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23%

ขณะเดียวกัน ยังพบสถิติที่น่าสนใจว่า บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ถึงแม้มียอดรับรู้รายได้เป็นอันดับ 3 รองจาก บมจ.แสนสิริ และ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท คือ 24,432 ล้านบาท แต่กลับครองความเป็นแชมป์บริษัทอสังหาฯ ที่มีผลกำไรสุทธิประจำปีสูงสุดคือ 5,540 ล้านบาท และมีสัดส่วนกำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ถึง 22.6%

"แสนสิริ" เม็ดเงินอันดับ 3


สำหรับ บมจ.แสนสิริ ที่มีผลประกอบการปี 2555 เติบโตก้าวกระโดด โดยเฉพาะไตรมาส 4/2555 มียอดรับรู้รายได้รวม 14,073 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,819 ล้านบาท จนสามารถแซงหน้าคู่แข่งอย่างพฤกษาฯ และแลนด์ฯ ขึ้นมาเป็นแชมป์บริษัทอสังหาฯ ที่มียอดรับรู้รายได้สูงสุดของปี 2555 คือ 30,087 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในแง่ผลกำไรสุทธิยังคงเป็นอันดับ 3 ทำได้ 3,019 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ที่ประมาณ 10% ขณะที่ บมจ.พฤกษาฯ มีกำไรสุทธิและยอดรับรู้รายได้เป็นอันดับ 2 คือ 3,892 ล้านบาท และ 27,141 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ที่ 14.3%

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าหมายทำสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ที่ 12% แต่เมื่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบผลกำไรสุทธิกับผู้ประกอบการรายอื่นในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่สิ่งที่เน้นคือการทำให้แสนสิริเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค พัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ

"เรื่องกำไรสุทธิเราก็พยายามเข็นให้สูงขึ้น แต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะผมไม่สนใจว่ากำไรสุทธิจะนำมาอ้างอิงที่หนึ่ง แต่ที่ผมสนใจคือลูกค้า เพราะลูกค้าที่ซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ไม่สนใจว่าแต่ละปีบริษัทจะกำไรมากหรือกำไรน้อย" นายเศรษฐากล่าว

"ศุภาลัย" คุมต้นทุนอยู่หมัด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจ บมจ.ศุภาลัย มีผลกำไรสุทธิ 2,743 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ 11,649 ล้านบาท ถือว่าเป็นบริษัทที่มีสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ในปี 2555 สูงที่สุดถึง 23.5% นั่นหมายความว่ามีขีดความสามารถควบคุมต้นทุนได้ดี ทั้งที่มียอดรับรู้รายได้ปี 2555 ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 13,500 ล้านบาท

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ผลงานของศุภาลัยเกิดจาก 4 ปัจจัย 1) ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ปรับลดลง 2) ควบคุมค่าใช้จ่ายและงบฯการตลาดได้ดี 3) รายได้จากอสังหาฯให้เช่า ได้แก่ โรงแรมและอาคารสำนักงานปรับตัวดีขึ้น และ 4) ยอดขายที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้มีต้นทุนการพัฒนาบ้าน-คอนโดมิเนียมต่อหน่วยลดลง โดยปี 2555 กลุ่มศุภาลัยทำยอดขายรวม 23,400 ล้านบาท เกินเป้าประมาณ 2,000 ล้านบาท

"แนวโน้มอัตรากำไรสุทธิในปีนี้คงไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่ารัฐบาลจะลดอัตราภาษีเงินได้ฯ จาก 23% เหลือ 20% แต่ต้นทุนค่าก่อสร้างน่าจะปรับขึ้น 5%"

"เพอร์เฟค" กำไรหล่น


ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับบริษัทอสังหาฯอีก 6 รายที่เหลือ มีผลกำไรสุทธิในปี 2555 ลดหลั่นกันตั้งแต่ 233-2,399 ล้านบาท ได้แก่ 1) บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ (คิวเฮ้าส์) มีกำไรสุทธิ 2,399 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.6% จากยอดขายรับรู้รายได้ 14,409 ล้านบาท 2) บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (เอพี) มีกำไรสุทธิ 2,329 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.4% จากยอดรับรู้รายได้ 17,310 ล้านบาท 3) บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ มีกำไรสุทธิ 2,216 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.6% จากยอดรับรู้รายได้ 13,325 ล้านบาท

4) บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น มีกำไรสุทธิ 1,101 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.1% จากยอดรับรู้รายได้ 8,358 ล้านบาท 5) บมจ.ไรมอนแลนด์ มีกำไรสุทธิ 495 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9% จากยอดรับรู้รายได้ 5,519 ล้านบาท และ 6) บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีกำไรสุทธิ 233 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.6% จากยอดรับรู้รายได้ 8,818 ล้านบาท

นายชายนิด โง้วศิริมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีผลกำไร 233 ล้านบาท ตลอดปี 2554 สาเหตุมาจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนที่เข้าไปลงทุนธุรกิจโรงแรมและสกีรีสอร์ตที่เมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม หากนับเฉพาะผลประกอบการจากการดำเนินธุรกิจในประเทศ บริษัทมีผลกำไรสุทธิปี 2555 กว่า 310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย


ที่มา:prachachat.net

แผนอสังหาฯปี 2556 นอกเมืองหลวงระอุ



ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี"55 กลายเป็นปีทองของตลาด "ต่างจังหวัด" อานิสงส์เกิดจากหลังน้ำท่วมใหญ่ทำให้เกิดความต้องการซื้อบ้าน-คอนโดมิเนียมหลังที่ 2 ไว้หลบภัยธรรมชาติ บวกกับเศรษฐกิจต่างจังหวัดเติบโตดีจึงเกิดดีมานด์จากคนท้องถิ่น

จากรอยต่อปี"55-56 ดีกรีความร้อนแรงของการลงทุนเปิดตัวโครงการในทำเลต่างจังหวัด โดยผู้ประกอบการบิ๊กแบรนด์อสังหาฯจากกรุงเทพฯยังฮอตต่อเนื่อง ผู้ประกอบการหลายรายฟันธง

ตรงกัน...เทรนด์กำลังเป็นขาขึ้น ! เนื่องจากพืชผลการเกษตรหลัก อาทิ ข้าว ยางพารา ฯลฯ มีราคาดี


8 บิ๊กแบรนด์ไล่เปิด 13 จังหวัด


จากการสำรวจแผนธุรกิจปี"56 ของผู้ประกอบการอสังหาฯชั้นนำ 8 ราย ได้แก่ บมจ.แสนสิริ, บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท, บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, บมจ.ศุภาลัย, บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ หรือ LPN, บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้, บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น, และ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค พบว่ามีแผนพัฒนาโครงการในต่างจังหวัดรวมกว่า 55 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกันกว่า 45,800 ล้านบาท

(ไม่รวมแอล.พี.เอ็น.ฯที่ยังไม่สรุปตัวเลข)

ในจำนวนนี้แยกเป็น "แสนสิริ" ประมาณ 14 โครงการ รวมมูลค่าขาย 14,700 ล้านบาท "ศุภาลัย" ไม่ต่ำกว่า 10 โครงการ กว่า 8,000 ล้านบาท "แลนด์ฯ" 9 โครงการ ประมาณ 8,500-9,000 ล้านบาท "พฤกษาฯ" 9 โครงการ ประมาณ 6,300 ล้านบาท

"LPN" 4 โครงการ (ยังไม่สรุปมูลค่าโครงการ) "ลลิลฯ" 5 โครงการ ประมาณ 1,900-2,000 ล้านบาท "เอสซีฯ" 2 โครงการ ประมาณ 3,800 ล้านบาท "เพอร์เฟค" 2 โครงการ ประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท โดยพบว่า 2 ภูมิภาค "ตะวันออก-อีสาน" คือภูมิภาคที่แข่งขันกันรุนแรงแน่นอน

ชลบุรี...ศึกช้างชนช้าง


เมื่อลงรายละเอียด "ชลบุรี" ทำเลที่ครอบคลุมทั้งเมืองพัทยา ศรีราชา และตัวเมือง กลายเป็นจังหวัดที่ฮอตที่สุด มีผู้ประกอบการ 6 ใน 8 รายจะเข้าไปลงทุน โปรดักต์มีครบทั้งโครงการแนวราบ-แนวสูง อาจเป็นเพราะด้วยศักยภาพจังหวัดที่เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ

ค่ายอสังหาฯที่มีแผนลงทุนออกมาค่อนข้างชัดเจนคือ "เอสซีฯ" จะส่งคอนโดฯแบรนด์ "เซ็นทริค" บุกตลาดกว่า 900 ยูนิต ราคาเริ่มต้นตารางเมตรละ 80,000 บาท มูลค่าโครงการ 2,400 ล้านบาท ตามต่อด้วย "พฤกษาฯ" จะเปิดตัวบ้านจัดสรร 2 โครงการแบรนด์ "พฤกษานารา" ในทำเลพัทยาและหนองมน ระดับราคายูนิตละกว่า 2-3 ล้านบาท กับ "ลลิลฯ" จะเปิดตัวบ้านจัดสรร 1 โครงการ ราคาไม่เกิน 2-5 ล้านบาท

ส่วนเจ้าพ่อคอนโดฯตลาดกลาง-ล่างอย่าง "LPN" จะเปิดตัวคอนโดฯเฟสใหม่ต่อเนื่องใน 2 โครงการ คือ ลุมพินี คอนโดทาวน์ ชลบุรี-สุขุมวิท กว่า 1,000 ยูนิต เจาะกำลังซื้อคนท้องถิ่น ราคาเริ่มต้นประมาณ 6 แสนบาท และในโครงการลุมพินีพาร์คบีช จอมเทียน เฟสใหม่ซึ่งยังไม่สรุปแผน คาดว่าจะมีราคาเริ่มต้น 1 ล้านกลาง ๆ เจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการคอนโดฯตากอากาศ

นอกจากนี้มี "แสนสิริ" และ "ศุภาลัย" ที่จะพัฒนาโครงการเช่นกัน

"อุดรฯ-ขอนแก่น" แอบร้อนแรง


จังหวัดที่คึกคักตามมาติด ๆ มีโครงการจ่อผุดพรึ่บ พบว่ามี 4 จังหวัดด้วยกัน คือ "อุดรธานี-ขอนแก่น-เชียงใหม่-ภูเก็ต" แต่ละจังหวัดมี 4-5 บริษัทที่ประกาศแผนจะเข้าไปลงทุน

เริ่มจาก "อุดรฯ" มี 5 บริษัทประกอบด้วย "ศุภาลัย-แสนสิริ-แลนด์ฯ-ลลิลฯ-LPN" โดยค่ายที่สตาร์ตแรง คือ "LPN" เตรียมเขย่าตลาดคอนโดฯระดับกลางที่อุดรฯด้วยการส่งแบรนด์ "ลุมพินีเพลส" ราคาเริ่มต้นยูนิตละประมาณ 1.5 ล้านบาทรวดเดียวกว่า 2,000 ยูนิต บนที่ดินใจกลางเมืองกว่า 10 ไร่

ขณะที่อีก 3 บิ๊กแบรนด์ "ลลิลฯ-ศุภาลัย-แลนด์ฯ" คาดว่าจะพัฒนาบ้านแนวราบ ขณะที่ "แสนสิริ" ยังอุบไต๋รายละเอียดโครงการ

นอกจากนี้มีกระแสข่าวว่าค่าย "เอพี-เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ฯ" ได้ซุ่มซื้อที่ดินเตรียมพัฒนาโครงการไว้แล้ว รวมถึง "เอสซี แอสเสทฯ" ก็ให้ความสนใจเข้าไปลงทุน โดยสนใจพัฒนาบ้านจัดสรรเจาะเรียลดีมานด์

"ราคาที่ดินในอุดรฯขยับขึ้นเร็ว ที่ดินโซนใจกลางเมืองตอนนี้ราคาตารางวาละแสนกว่าบาทก็มี บางแปลงก็ซื้อขายกันที่ความพอใจ ยอมรับว่าอุดรฯเจริญเร็ว มีห้างเซ็นทรัลโรงแรมเซ็นทารา และยูดีทาวน์ (คอมมิวนิตี้มอลล์) แทบจะเหมือนกรุงเทพฯ" คำกล่าวของ "พี่มีน-โอภาส ศรีพยัคฆ์" เอ็มดีของ LPNส่วนที่ขอนแก่นมี "พฤกษาฯ-แสนสิริ-แลนด์ฯ-ลลิลฯ" เตรียมจะเข้าไปลงทุน โดยพฤกษาฯและลลิลฯจะลงทุนโครงการแนวราบ ส่วนแสนสิริและศุภาลัยยังต้องติดตาม

"เชียงใหม่" เมืองปราบเซียน ?


จากอีสานขึ้นเหนือมาที่ "เชียงใหม่" ปีนี้ส่อเค้าแข่งขันกันหนัก หลังจากปลายปีก่อนศุภาลัยสร้างเซอร์ไพรส์ ปิดการขายคอนโดฯไฮไรส์แบรนด์ "ศุภาลัย มอนเต้ @ เวียงเชียงใหม่" 734 ยูนิต แบบม้วนเดียวจบภายในวันเดียว เช่นเดียวกับค่ายแสนสิริที่ไปได้ดีกับแบรนด์ "ดีคอนโด แคมปัส รีสอร์ท" เจาะกลุ่มผู้ปกครองซื้อไว้ให้นักศึกษาพักอาศัย ก็จองเกลี้ยง 546 ยูนิตในวันเดียว นำมาสู่การจุดพลุคลื่นลงทุนในปีนี้

โดยรายที่ประกาศจะลงสนามอสังหาฯเชียงใหม่ในปี"56 มี 4 บิ๊กแบรนด์ ทั้ง "แลนด์ฯ-แสนสิริ-ศุภาลัย-เพอร์เฟค" โดยค่ายแลนด์ฯเตรียมเปิดตัวคอนโดฯแบรนด์ราคา 2 ล้านบาทบวกลบ คาดว่าจะใช้แบรนด์ "นอร์ท" ถึง 3 โครงการในปีนี้

ส่วนเพอร์เฟคเตรียมเปิดตัวบ้านเดี่ยวราคา 4-7 ล้านบาท จำนวน 180 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 900 ล้านบาท ขณะที่ "แสนสิริ-ศุภาลัย" ยังไม่เผยรายละเอียด


"ภูเก็ต" ปะทุศึกแชมป์ชนแชมป์


ข้ามฟากมาที่ "ภูเก็ต" ยังคงเป็นดีเวลอปเปอร์หน้าเดิม ๆ "แลนด์ฯ-พฤกษาฯ-แสนสิริ-ศุภาลัย" ที่จะช่วงชิงกำลังซื้อ ค่ายที่น่าจะบุกหนักสูสีกันเป็นคู่ของ "พฤกษาฯ vs แสนสิริ" จากแผนล่าสุดแต่ละรายน่าจะเปิดตัวทั้งปีอย่างน้อย 4 โครงการ

เริ่มจาก "พฤกษาฯ" จะเปิดตัวทาวน์เฮาส์แบรนด์พฤกษาวิลล์ 2 โครงการ ราคาเฉลี่ย 1.8-2 ล้านบาท และบ้านเดี่ยวแบรนด์เดอะแพลนท์ 1 โครงการ รวมถึงคอนโดฯราคา 1 ล้านต้น ๆ อีกกว่า 1,000 ยูนิต ส่วน "แสนสิริ" จะบุกตลาดภูเก็ตมากที่สุด ขณะนี้กำหนดแผนเปิดตัวทั้งปีไว้ 4 โครงการ

นอกจากนี้ก็ยังมีจังหวัดขอนแก่น เพชรบุรี (ชะอำ) ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) ระยอง นครราชสีมา สงขลา ที่หลายบริษัทเตรียมจะพัฒนาโครงการ

เป็นที่น่าสังเกตว่าการพัฒนาเริ่มไปถึงจังหวัดรองอย่าง "มหาสารคาม" ที่แสนสิริจะเข้าไปลงทุนกับ "สุราษฎร์ธานี" ที่ศุภาลัยเงื้อง่าจะเปิดตัวบ้านจัดสรร

เบ็ดเสร็จรวมแล้วมีอย่างน้อย 13 จังหวัดที่จะเป็นบิ๊กแบรนด์อสังหาฯ 8 รายกระโจนเข้าไปลงทุนในปีงูเล็ก !


ที่มา:ประชาชาติธุรกิจ

ธุรกิจอสังหาฯ-กำลังผู้บริโภคซื้อฟื้นตัว "พฤกษา" โหมพัฒนาโครงการใหม่



  
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคกลับคืนมาอีกครั้ง และผลจากการที่บริษัทมีการปรับกลยุทธ์และกระบวนการภายในองค์กรในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ไตรมาส 2 ปี 2555 บริษัทมีรายได้รวม 6,868 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,002 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันผลประกอบการครึ่งปีแรก 2555 กลับมารักษาระดับการเติบโตของธุรกิจ ด้วยการทำรายได้ถึง 11,543 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,635 ล้านบาท
ทั้งนี้ในครึ่งปีแรก 2555 บริษัทเปิดโครงการใหม่ 14 โครงการ เป็น ทาวน์เฮ้าส์ 10 โครงการ บ้านเดี่ยว 2 โครงการ คอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 11,000 ล้านบาท เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง ส่งผลให้ไตรมาส 2 มียอดขายรวม 7,019 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ยอดขาย 5,669 ล้านบาท และในครึ่งปีแรก 2555 บริษัทสามารถทำยอดขายรวมกว่า 12,688 ล้านบาท จากทาวน์เฮ้าส์ 44% บ้านเดี่ยว 26% คอนโดมิเนียม  30% และต่างประเทศ 0.3% 
ส่วนยอดโอนครึ่งปีแรก 2555 อยู่ที่ 11,543 ล้านบาท กว่า 90% มาจากทาวน์เฮ้าส์ และเมื่อรวมกับครึ่งปีหลัง 2555 ที่เตรียมโอนอีก 16,821 ล้านบาท จะทำให้ทั้งปี 2555 บริษัทจะมียอดโอนประมาณ 28,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ายอดโอนที่ตั้งไว้เมื่อต้นปีประมาณ 109% จากเดิม 26,000 ล้านบาท ส่วนสินค้าในมือที่พร้อมโอนในปี 2556 อยู่ที่ 9,000 ล้านบาท จากโครงการแนวสูงที่เปิดขายเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา                    
ในครึ่งปีหลัง 2555 บริษัทเตรียมเปิดใหม่อีก 21-26 โครงการ มูลค่าแต่ละโครงการอยู่ที่ 700 ล้านบาท เป็นแนวสูง 2 โครงการ คือ “พลัม เพชรเกษม” และอาจดึง “เดอะ ทรี เกียกกาย” มาพัฒนาใหม่ โดยปรับความสูงลงเหลือ 5 ชั้น มูลค่าโครงการ 500-600 ล้านบาท ที่เหลือเป็นแนวราบทั้งหมด รวมทั้งปี 2555 จะมีโครงการทั้งสิ้น 35-40 โครงการ และเตรียมงบซื้อที่ดินในปี 2555 ที่ 4,000 ล้านบาท ในปี 2556 อีก 6,000 ล้านบาท 
ส่วนการลงทุนในต่างประเทศปัจจุบันกำลังศึกษาการเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซีย และเตรียมลงทุนบ้านเดี่ยวในอินเดียเพิ่มอีก 1 โครงการ ขณะนี้อยู่ระหว่างพูดคุยเรื่องที่ดิน คาดว่าจะเปิดขายได้ในต้นปี 2556 จากปัจจุบันมีการลงทุนแล้วในอินเดีย มัลดีฟส์ เวียดนาม สำหรับครึ่งปีหลัง 2555 คาดว่าภาพรวมธุรกิจสังหาริมทรัพย์จะสดใสถึงปี 2556 แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจยุโรป และปัญหาน้ำท่วมด้วย
ที่มา: http://www.naewna.com/business/17882

พฤกษา จับมือ ไทยพาณิชย์ "กู้ล้านผ่อนพัน"

ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)

           จับกลุ่มลูกค้าที่มองหาบ้านหลังแรก ออกแคมเปญ “ผ่อนหนักเป็นเบา” ให้กู้ซื้อบ้านพฤกษาทุกโครงการ ผ่อนเพียงล้านละ 1,000 บาท เพื่อแบ่งเบาภาระช่วงปีแรก เริ่มตั้งแต่ 15 มี.ค.-30 มิถุนายน 2555

          นางพิกุล ศรีมหันต์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ ในช่วงปี 2555 นี้ ความต้องการที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่มาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่เริ่มต้นมองหาบ้านหลังแรก ธนาคารจึงได้ร่วมมือกับบ้านพฤกษาออกแคมเปญ “ผ่อนหนักเป็นเบา” กู้ซื้อบ้านพฤกษาทุกโครงการในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ โดยกู้เงิน 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเพียงเดือนละ 1,000 บาท เท่านั้น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในการผ่อนชำระในช่วงปีแรก โดยธนาคารจะให้สิทธิพิเศษในแคมเปญดังกล่าวนี้พร้อมกับบริการประกันชีวิต Credit Life ซึ่งจะให้ความคุ้มครองผู้กู้ในกรณีเสียชีวิตสูงสุด โดยการปลดภาระการผ่อนบ้านทั้งหมด ไม่มีหนี้สินคงค้างหลังการเสียชีวิต มีระยะเวลาคุ้มครองสูงสุด 10 ปี เพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคงให้กับลูกค้าสินเชื่อบ้านไทยพาณิชย์ โดยการออกแคมเปญผ่อนหนักเป็นเบาร่วมกับพฤกษาในครั้งนี้ คาดว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อประมาณ 638 ล้านบาท