PRN บริการรับฝากขาย-ให้เช่าที่ดิน บ้าน คอนโด โดยทีมงานมืออาชีพ ให้คำปรึกษาฟรี 094-2353251
Showing posts with label สินเชื่อบ้าน. Show all posts
Showing posts with label สินเชื่อบ้าน. Show all posts

เอกสารการกู้ซื้อบ้าน การขอสินเชื่อธนาคาร

หลักฐานที่จะต้องนำไปให้ธนาคาร
ในการกู้เงินมีอะไรบ้าง ?

เอกสารการกู้ซื้อบ้าน
บ้าน ที่อยู่อาศัยปัจจัยที่จำเป็นของมนุษย์
ในการกู้เงินซื้อบ้าน หรืออาคารชุด สถาบันการเงินมักจะกำหนดให้ผู้ขอกู้ 
จะต้องนำหลักฐานต่างๆต่อไปนี้ โดยครบถ้วน

1) หลักฐานประจำตัว ได้แก่
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • บัตรประจำตัว
  • ทะเบียนสมรส หรือทะเบียนหย่า หรือใบมรณบัตร
  • สำเนาเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี)

2) หลักฐานเกี่ยวกับรายได้ ได้แก่
  • ผู้มีรายได้ประจำ
ใบรับรองเงินเดือน หรือหลักฐานการรับ/จ่ายเงินเดือนจากนายจ้าง
สมุดบัญชีงินฝากธนาคาร
  •  ผู้มีอาชีพอิสระ
สำเนาทะเบียนการค้า หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
บัญชีเงินฝาก พร้อม statement บัญชีเงินฝากกระแสรายวันย้อนหลัง 6 เดือน
หลักฐานรายได้หรือทรัพย์สินอื่นๆ

หลักฐานการซื้อขาย

3) หลักฐานเกี่ยวกับหลักทรัพย์และการซื้อขาย
  • สำเนาโฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิห้องชุด
  • แผนที่แสดงทำเลที่ตั้งของที่ดินหลักประกัน
  • สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญามัดจำ
  • ถ้าเป็นการซื้อห้องชุด ต้องมีสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุด รายละเอียดทรัพย์ส่วนบุคคล และทรัพย์ส่วนกลาง
4) หลักฐานอื่นๆ
กรณีขอกู้เพื่อการปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร ต้องมี
  • แบบก่อสร้างอาคาร
  • หนังสืออนุญาตปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร
  • หนังสือสัญญาจ้างปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร
  • กรณีกู้เพื่อไถ่ถอนจำนอง ต้องมี
- สัญญากู้เงิน และสัญญาจำนองจากสถาบันการเงินเดิม
- statement การผ่อนชำระค่างวด ใน 6 เดือนสุดท้าย

สำคัญกรณีมีผู้กู้ร่วม 
  จะต้องมีหลักฐานส่วนตัว และหลักฐานรายได้ของผู้กู้ร่วมด้วยโดยปกติ ผู้ขอกู้จะต้องเตรียมหลักฐานต่างๆดังกล่าว โดยครบถ้วนในวันยื่นกู้หากไม่ครบ เจ้าหน้าที่อาจจะไม่รับเรื่อง หรืออาจรับเรื่องไว้และให้ผู้ขอกู้นำหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม ซึ่งผู้ขอกู้ควรจะนำมาให้เจ้าหน้าที่ภายใน 3 วัน เพื่อจะไม่ทำให้การวิเคราะห์และอนุมัติกู้ล่าช้าออกไป


กู้ซื้อบ้าน

เอกสารที่ต้องเตรียมในการกู้ซื้อบ้าน

  • เอกสารส่วนตัว
  • สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ ( ทั้งผู้กู้และคู่สมรสของผู้กู้หลัก / ร่วม )
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • ใบเปลี่ยนชื่อ – ชื่อสกุล( ทั้งผู้กู้และคู่สมรสของผู้กู้หลัก / ร่วม )
  • กรณีสมรสจดทะเบียน : สำเนาทะเบียนสมรส กรณีสมรสไม่จดทะเบียน : หนังสือยืนยันสถานภาพการสมรส, สูติบัตรบุตร
  • กรณีหม้าย : ใบสำคัญการหย่า, ใบมรณะบัตร หรือใบแจ้งความเลิกร้างกับคู่สมรส
  •  หลักฐานอื่นๆกรณีขอกู้เพื่อการปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร ต้องมี

แบบก่อสร้างอาคาร

  • หนังสืออนุญาตปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร
  • หนังสือสัญญาจ้างปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร
  • กรณีกู้เพื่อไถ่ถอนจำนอง ต้องมี
  • สัญญากู้เงิน และสัญญาจำนองจากสถาบันการเงินเดิม
  • statement การผ่อนชำระค่างวด ใน 6 เดือนสุดท้าย


สินเชื่อ k bank  กสิกร

กรณีมีผู้กู้ร่วม จะต้องมีหลักฐานส่วนตัว และหลักฐานรายได้ของผู้กู้ร่วมด้วยโดยปกติ ผู้ขอกู้จะต้องเตรียมหลักฐานต่างๆดังกล่าว โดยครบถ้วนในวันยื่นกู้หากไม่ครบ เจ้าหน้าที่อาจจะไม่รับเรื่อง หรืออาจรับเรื่องไว้และให้ผู้ขอกู้นำหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม ซึ่งผู้ขอกู้ควรจะนำมาให้เจ้าหน้าที่ภายใน 3 วัน เพื่อจะไม่ทำให้


การวิเคราะห์และอนุมัติกู้ล่าช้าออกไป
เทคนิคเลือกธนาคาร เพื่อกู้เงินซื้อบ้าน

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้
         ดูว่าธนาคารมีลักษณะของการคิดอัตราดอกเบี้ยในรูปแบบที่ต้องการหรือ ไม่ เช่น อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลากู้ ,อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นในช่วงแรกจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ฯลฯ จากนั้น จึงดูที่อัตราดอกเบี้ยว่า ที่ใดสูงหรือต่ำกว่ากัน
  •  เรื่องค่าใช้จ่ายในการกู้
             เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่ทางธนาคารจะเรียกเก็บ เช่น ค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน,ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้,ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอน จำนองก่อนกำหนด
  • ธนาคารใดยอมให้กู้และให้กู้ในเงื่อนไขใดบ้าง
แต่ละธนาคารมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคุณสมบัติผู้กู้และปัจจัยอื่น ๆ ที่ แตกต่างกัน เช่น รายได้ของผู้กู้ ธนาคารจะต้องคำนวนรายได้ต่อปีของผู้กู้ และนำมาเปรียบเทียบกับวงเงินที่ขอกู้ และพิจารณาว่าผู้กู้มีความสามารถในการผ่อนชำระตามหลักเกณฑ์ของธนาคารหรือ ไม่ ธนาคารอาจใช้มูลค่าบ้านจากราคาประเมิน ไม่ใช่ราคาจริงที่ซื้อขายเป็นหลักเกณฑ์ในการอนุมัติเงินกู้ ดังนั้น วงเงินกู้อาจจะไม่เพียงพอกับราคาบ้านที่ซื้อขายจริง นอกจากนี้ ธนาคารจะพิจารณาจากอายุของท่าน ถ้าอายุมากก็อาจให้ระยะเวลายืมสั้น เป็นต้น






ข้อควรระวัง :   กว่าที่จะทราบว่าท่านได้รับการอนุมัติให้กู้หรือไม่ คุณต้องทำเรื่องยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารไปแล้วในระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้นหากไม่ได้รับการอนุมัติให้กู้หรือได้วงเงินกู้น้อยกว่าที่มีเงิน ดาวน์ คุณอาจไม่สามารถซื้อบ้านที่ต้องการได้และถูกยึดเงินมัดจำหรือเงินจองได้ ดังนั้น ในการทำ "สัญญาจะซื้อจะขาย" ควรขอเวลาในการชำระเงินเพื่อซื้อ อย่างน้อย 2 ถึง 3 เดือน เพื่อให้มีโอกาสในการยื่นเรื่องกับธนาคารที่สอง หรือไม่ก็ควรยื่นเรื่องขอสินเชื่อไว้กับหลายๆ ธนาคารทีเดียวพร้อมกันแต่ทั้งนี้ ท่านอาจจะเสียค่าธรรมเนียมยื่นกู้หรือค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน โดยรวมประมาณ 2 ถึง 4 พันบาทต่อธนาคารแต่ก็มีบางธนาคาร ซึ่งจะดูเรื่องการอนุมัติเงิน ก่อนว่า ให้หรือไม่ให้และให้เท่าใด แล้วจึงประเมินมูลค่าหลักประกัน คุณจึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ก่อนที่จะทราบว่า กู้ได้หรือไม่


การเลือกซื้อ บ้านมือสอง ที่ดี

เน้นคุณสมบัติ 3 ประการ
คือ ราคาถูก  เพื่อนบ้านดี  ทำเลเด่น

  • ดูทำเล บ้านมือสอง เน้นพื้นที่ในย่านที่กำลังมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือฟื้นฟูจากสภาพไม่น่าอยู่
  • สำรวจสภาพแวดล้อม และเพื่อนบ้านโดยเข้าไปพูด คุยสำรวจสอบถามเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในสภาพแวดล้อมควร เน้นเลือกแหล่งที่ยังคงเจริญต่อไป และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่อชีวิตประจำวัน เช่น ใกล้โรงเรียน ศูนย์การค้า ตลาด และโรงพยาบาล ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าน้ำจะต้องไม่ท่วมและไม่มีมลภาวะทางกลิ่น แสง และเสียง
  • สภาพ บ้านมือสอง  เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะมูลค่า บ้านมือสอง นอกจากจะขึ้นอยู่กับความต้องการและปริมาณสินค้าในตลาดแล้วยังขึ้นอยู่กับ ลักษณะตัว บ้านมือสอง เองด้วย ให้ท่านสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินด้วยตัวเอง เช่น ตรวจดูขนาดทรัพย์สินว่าเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์หรือเปล่า สภาพทรัพย์สิน การปรับปรุงทรัพย์สิน และการจัดการทรัพย์สิน
  • ซื้อ บ้านมือสอง ที่ราคาค่าเช่าต่ำกว่าราคาเช่าในท้องตลาด เพราะเราสามารถเพิ่มค่าเช่าได้
  • เลือกซื้อ บ้านมือสอง ที่มีเงื่อนไขเงินกู้สนับสนุน เช่น อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด หรืออัตราดอกเบี้ย 0% เพราะผลประโยชน์เหล่านี้คือส่วนลดจากราคาซื้อ บ้านมือสอง นั่นเอง
  • สอบถามเรื่องบริการชุมชน จากเพื่อนว่างานสารธาณูป โภคตลอดจนค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นอย่างไร การดูแลรักษาสภาพโครงการสม่ำเสมอ และเหมาะสมหรือไม่
  • ตรวจข้อมูลเกี่ยวกับการจำนอง บ้านมือสอง เดิมกับสถาบันการเงินให้ชัดเจนรวมถึงภารผูกพันและสัญญาเช่าเดิมที่มีอยู่กับ ผู้อาศัยในปัจจุบันเพระผู้ซื้ออาจมีปัญหาการส่งค่างวด หรือค่าบริหารทรัพย์สินส่วนกลางต้องคุยรายละเอียดในเงื่อนไขเหล่านี้ให้ ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
  • ต้องคุยเรื่องค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอน บ้านมือสอง ที่จะซื้อ และภาษีให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับภาระ
  • เปรียบเทียบกับราคาประเมินบ้านที่มีอยู่แล้ว เช่น ราคาซื้อขาย บ้านมือสอง ที่คล้ายคลึงในบริเวณที่ใกล้เคียง ราคาประเมินของกรมที่ดิน ของธนาคาร และบริษัทประเมิน
  • ต่อรองราคาให้ราคาต่ำมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไป ได้ การต่อรองราคาถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องใช้เสมอ ก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขายขั้นสุดท้าย ให้ระลึกไว้เสมอว่าเงินทุกบาทที่ท่านต่อรองซื้อได้ต่ำกว่าราคาเสนอขาย นั่นหมายถึงกำไรที่จะตกมาถึงท่านในที่สุดนั่นเอง
  • ตรวจสอบและขอหลักฐานเก่าๆ ที่เป็นส่วนประกอบของสัญญาเดิมเอาไว้ เพราะเอกสารเหล่านี้มีผลในการบังคับให้เจ้าของโครงการต้องปฏิบัติตามที่ตกลง หรือสัญญาที่เคยระบุไว้
  • การใช้บริการของบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ จัดเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเลือกซื้อ บ้านมือสอง อย่างชาญฉลาดทางหนึ่ง เพราะเป็นช่องทางที่ทำให้มี บ้านมือสอง มาให้เลือกมากขึ้น และยังมีโอกาสให้มีคำแนะนำและการช่วยเหลือในด้านต่างฯ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ บ้านมือสอง ด้วย เช่น การพาไปดูบ้าน การติดต่อสถาบันการเงิน การหาราคาประเมิน ซึ่งบริการเหล่านี้มักไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือหากเสียก็น้อยมาก









พิษรถยนต์คันแรกกระทบยอดซื้อบ้าน

อธิป พีชานนท์




บิ๊กศุภาลัยฯ เผยยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านแนวราบเพิ่ม คาดสาเหตุหนี้ครัวเรือนพุ่ง แถมเศรษฐกิจชะลอตัวฉุดกำลังซื้อหด ขณะที่ตลาดคอนโดฯ รถคันแรกทำลูกค้าหาย เร่งขยายคอนโดฯ เกาะแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ล่าสุด เปิดตัว ศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท สถานีพระนั่งเกล้า มูลค่า 1,750 ล้านบาท กวาดยอดขายแล้ว 400 ล้านบาท จากลูกค้าเก่า ด้านผู้บริหารออริจิ้นฯ ยอมรับลูกค้าที่กู้ซื้อคอนโดฯ ใหม่อาจจะยากขึ้น ส่วนลูกค้าที่ซื้อคอนโดฯ ของบริษัทถูกปฏิเสธสินเชื่อน้อยมากแค่ 2-3%

นายอธิป พีชานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า 

ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ผู้ประกอบการจะต้องมีความระมัดระวังในการลงทุน โดยการเปิดโครงการใหม่จะต้องดูความเหมาะสมทั้งด้านเศรษฐกิจ และปัจจัยการเมือง โดยจะเห็นได้จากการเปิดตัวโครงการใหม่

สำหรับศุภาลัย ไม่ได้ชะลอการลงทุนแต่อย่างใด พร้อมเดินหน้าเปิดโครงการตามแผนที่วางเอาไว้อีก 16 โครงการ มูลค่ามากกว่า 16,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 4 โครงการ มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ส่วนบ้านแนวราบ 12 โครงการ มูลค่าประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากเกิดความผิดปกติไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง หรือเศรษฐกิจตกต่ำเกิดขึ้นบริษัทก็จะพิจารณาการลงทุนใหม่ตามภาวะตลาด

“ในส่วนของผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากการมีหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากหนี้บัตรเครดิต จากรถยนต์คันแรก ซึ่งลูกค้าบางส่วนไม่สามรถผ่อนรถได้ ทำให้กลุ่มนี้ซื้อบ้านไม่ได้ เพราะไม่สามารถผ่อนทั้งบ้าน และรถได้ในเวลาเดียวกัน บางรายผ่อนไม่ไหวกลายเป็นหนี้ ต้องใช้เวลา 2-3 ปี กว่าจะถูกลบออกจากแบล็กลิสต์ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นได้รับผลกระทบจากราคาหุ้นผันผวน”

นอกจากนี้ ยังพบว่าลูกค้าบางส่วนโดยเฉพาะที่ซื้อโครงการแนวราบมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยมาจากหลายสาเหตุ ทั้งมีเงินก้อนสำหรับวางดาวน์ไม่เพียงพอ ได้รับวงเงินสินเชื่อน้อยลง เนื่องจากการสร้างบ้านเดี่ยวเสร็จเร็วระยะเวลาจอง และทำสัญญาสั้น ลูกค้ามีเวลาเตรียมด้านการเงินน้อย ไม่มีเวลาผ่อนดาวน์น้อย ซึ่งโดยภาพรวมมียอดปฏิเสธสินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 20% สำหรับโครงการแนวราบ โดยในส่วนของศุภาลัย มียอดปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 10% จากเดิมอยู่ที่ 7% ส่วนคอนโดมิเนียม ยอดปฏิเสธสินเชื่อยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งปัจจุบัน บริษัทได้เก็บเงินดาวน์ตั้งแต่ 15-25 % ขึ้นอยู่กับโครงการ และทำเล บริษัทจะมีการนัดลูกค้าเพื่อตรวจความพร้อมขอสินเชื่อ (พรีแอพพรูฟ) ให้ก่อนที่จะโอน 3 เดือน เพื่อที่ลูกค้าจะได้เตรียมเงินสำหรับโอนห้องชุด

วางเป้าผุดคอนโดฯ เกาะรถไฟฟ้าทุกสาย


นายอธิป กล่าวต่อว่า ปัจจุบันผู้บริโภคนิยมซื้อคอนโดฯ ตามแนวรถไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากปัญหาการจรจรติดขัด ราคาน้ำมันแพง ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนเกาะไปกับแนวรถไฟฟ้าทั้งสายเก่าและส่วนต่อขยาย โดยเฉพาะโครงการที่มีการก่อสร้างแล้วเสร็จ เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อ ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ตั้งแต่สถานนีบางซื่อ ไปจนถึงสะพานพระนั่งเกล้า ปัจจุบันมีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์กว่า 35 โครงการ เป็นโครงการของศุภาลัย 5 โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการมียอดขายเฉลี่ย 80% โดยสถานีที่มีการพัฒนาโครงการมาก คือ ย่านรัตนาธิเบศร์ ติวานนท์ กรุงเทพนนท์-บางซื่อ ราคาขายเฉลี่ย 40,000-70,000 บาทต่อตารางเมตร นอกจากนี้ ยังพบว่าราคาที่ดินปรับเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา 15-20% ตารางวาละ 150,000-200,000 บาท

อย่างไรก็ตาม บริษัทสนใจที่จะลงทุนพัฒนาโครงการตามแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเกือบทุกเส้นทาง โดยได้ศึกษาโครงการรถไฟฟ้าสายอื่น เช่น สายสีชมพู สายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายสายสีเขียว เพื่อรอพัฒนาโครงการในระยะต่อไป

ล่าสุด บริษัทได้เปิดโครงการคอนโดมิเนียม “ศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท สถานีพระนั่งเกล้า-เจ้าพระยา” ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีพระนั่งเกล้า-เจ้าพระยา จำนวน 733 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,750 ล้านบาท ที่ผ่านมา ได้เปิดให้ลูกค้าเก่าจองล่วงหน้ามียอดขายแล้ว 180 ยูนิต มูลค่า 400 ล้านบาท คิดเป็น 30% ของยอดขาย และจะเปิดให้ลูกค้าทั่วไปจองอย่างเป็นทางการวันที่ 21-22 กันยายนนี้

พีระพงศ์ จรูญเอก



“ออริจิ้นฯ” ชี้ลูกค้ารายใหม่กู้ยากขึ้น


นายพีระพงศ์ จรูญเอก กรรมการบริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้พัฒนาคอนโดฯ เกาะแนวรถไฟฟ้า โซนสุขุมวิทตอนปลาย กล่าวว่า ในส่วนของลูกค้าที่ซื้อโครงการคอนโดฯ ของบริษัทฯ นั้น ต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ ลูกค้าที่อยู่ระหว่างการโอนนั้น สัดส่วนการกู้ไม่ผ่านมีประมาณไม่มากประมาณ 2-3% ขณะที่ในระบบมีมากกว่า 10% แต่หากเป็นลูกค้าที่เริ่มซื้อคอนโดฯ ใหม่ (พรีเซล) ตรงนี้จะยากขึ้น เนื่องจากลูกค้ามีภาระในด้านค่าใช้จ่ายที่สูง แต่ก็ช่วยคัดกรองลูกค้าของโครงการแม้การซื้อจะช้าไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ยอดปฏิเสธสินเชื่อของโครงการไม่มาก เพราะมีเป้าหมายลูกค้าที่ชัดเจนที่เน้นกลุ่มคนทำงานในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ซึ่งจะมีโรงงาน และธุรกิจที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม กลุ่มนี้มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย มีกำลังซื้อสูงรองจากกรุงเทพฯ โดยจีดีพีใน จ.สมุทรปราการ มีประมาณ 7 แสนล้านบาท ซึ่งลูกค้าที่เกี่ยวกับอุตฯ ทางโครงการจะมีสัดส่วนประมาณ 70% ขณะที่กลุ่มลูกค้าที่ทำงานในสำนักงานมีสัดส่วน 30% เช่น โซนเพลินจิตถึงอโศก มีเครดิตเยอะ ถือบัตรเครดิตหลายใบ ทำให้เกิดรายจ่ายค่อนข้างมาก ซึ่งกลุ่มดังกล่าวอาจจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะชะลอตัวลง


ที่มา:http://www.manager.co.th/iBizchannel/viewNews.aspx?NewsID=9560000108369