PRN บริการรับฝากขาย-ให้เช่าที่ดิน บ้าน คอนโด โดยทีมงานมืออาชีพ ให้คำปรึกษาฟรี 094-2353251

ขาย อาคารพาณิชย์ รามคำแหง2 บางนา ทำเลทอง !

ขาย อาคารพาณิชย์ (ห้องมุม) รามคำแหง2 บางนา ทำเลทอง ! ตรงข้ามมหาลัยรามคำแหง2











สถานที่ตั้งทรัพย์สิน :
ประเภททรัพย์สิน
อาคารพาณิชย์ 4.5 ชั้น
โครงการหมู่บ้าน
-
ซอย / ถนน
รามคำแหง2 ซอย13
แขวง/เขต
ดอกไม้  ประเวศ 
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
ขนาดและพื้นที่ :
ขนาด
     0   ตารางเมตร
เนื้อที่
     0  ไร่    0  งาน   19.5  ตารางวา
จุดเด่น / จุดสนใจ :

ภายใน มีทั้งหมด 6ห้องนอน  5ห้องน้ำ  ห้องรับแขก  ห้องครัว   แอร์ 6 ตัว            เดิมเป็นร้านทองมีประตูเหล็ก กระจกรีโมท สัญญาณกันขโมย สามารถเปิดกิจการร้านทองได้เลย หรือทำธุรกิจค้าขายอย่างอื่นก็ได้ ทำเลดี ห่างจากถนนเพียง 50ม. ติดกับธ.UOB เยื้องเป็น ธ.กสิกรไทย,ตลาดนับเบอร์วัน ตรงข้ามกับม.รามคำแหง2

ทำเลที่ตั้ง : ถ.บางนา – ตราด (ซ.จรรยวรรธ),ถ,รามคำแหง2 ใกล้โลตัส บางนา กม.8,ทางด่วนบางนา ชลบุรี,ห้างเมกาบางนา


ราคาขาย   ติดต่อสอบถาม


สนใจสอบถามเพิ่มเติม

ภาวิช (เมย์) ตะรุวรรณ  
ERA บริการรับ ฝากขาย-ฝากเช่า คอนโด บ้าน ที่ดิน 
โทร. 084 452 4528
www.facebook.com/era4u




ร่างผังเมืองใหม่ กทม. บูมตัดถนน 140 สาย




กทม.การันตี "กรุงเทพฯ" ไม่เป็นสุญญากาศ ดีเดย์ 15 พ.ค.นี้ ร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่ประกาศใช้ชัวร์ หนุนนำเมืองหลวงเป็นกรีนซิตี้ ลดโลกร้อน แจกแหลกโบนัสพัฒนาพื้นที่ ผุด 5 ศูนย์ชุมชนชานเมืองเกาะแนวถนนวงแหวนรอบนอก-รถไฟฟ้าหลากสี จับตา 5 ทำเลเด่น "พระรามที่ 2-มีนบุรี-รามอินทรา-ร่มเกล้า-ตลิ่งชัน"

นายเกรียงพล พัฒนรัฐ ผู้อำนวยการสำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ยืนยันว่าร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ฉบับใหม่ (ปรับปรุงครั้งที่ 3) จะมีผลบังคับใช้ทัน 15 พฤษภาคมนี้แน่นอน ล่าสุดอยู่ระหว่างเสนอเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่าง จากนั้นเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติในวันที่ 7 เมษายนนี้ และเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามตามขั้นตอน

"ดูเงื่อนไขเวลาแล้วสามารถออกประกาศทัน 15 พฤษภาคมนี้ เพื่อให้เกิดเร็วขึ้น เราทำงานคู่ขนานกันสำหรับขั้นตอนเสนอ ครม.และคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าขั้นตอนจะเสร็จในเวลาใกล้เคียงกัน เพราะหากไม่รีบดำเนินการจะทำให้กรุงเทพฯไม่มีผังเมืองใช้ และเกิดภาวะสุญญากาศได้"

สำหรับภาพรวมผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ฉบับใหม่ หน้าตาของสีผังเมืองจะไม่ต่างจากผังเมืองรวมฉบับปัจจุบันที่ประกาศใช้เมื่อปี 2549 มีการปรับปรุงเล็กน้อย เช่น บริเวณนอร์ธปาร์ค ปรับจากเดิมสีเขียว เป็นสีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) บริเวณใกล้ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ จากเดิมเป็นสีเหลือง (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย) ให้เป็นพื้นที่สีส้ม เป็นต้น

นอกจากนี้ จะเพิ่มข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดรับกับสภาพเมืองปัจจุบันที่เปลี่ยนไปจากเดิม มีรถไฟฟ้าสายใหม่เพิ่ม มีการสร้างศูนย์การค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ และที่อยู่อาศัยมากขึ้น

"คอนเซ็ปต์ผังเมืองฉบับใหม่จะเน้นเรื่องภาวะโลกร้อนให้กรุงเทพฯ เป็นกรีนซิตี้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวและประหยัดพลังงาน ให้พื้นที่ชั้นในเป็นเมืองที่คอมแพ็กต์ จะสร้างศูนย์ชุมชนชานเมืองหรือซับเซ็นเตอร์ในรัศมีใกล้ถนนวงแหวนรอบนอกทั้งตะวันตกและตะวันออกมารองรับการขยายตัวของพื้นที่ชั้นในให้กระจายตัวไปออกไปมากขึ้น รวมถึงให้เป็นผังเมืองรวมที่กำหนดแนวทางจะรับมือกับภัยพิบัติ หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554" นายเกรียงพลกล่าวและว่า



เพิ่มขนาดถนน-ระยะถอยร่น

สำหรับข้อแตกต่างร่างผังเมืองใหม่กับผังเมืองปัจจุบัน ประกอบด้วย 1.เพิ่มแผนผังแสดงโครงการกิจการสาธารณูปโภค เช่น จะมีทั้งโครงการปรับปรุง-ขยายคลองระบายน้ำสายต่าง ๆ โครงการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ โครงการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อแสดงให้ชาวบ้านได้รู้ว่าตรงไหนควรจะสร้างที่อยู่อาศัยได้ จุดไหนจะเป็นทางไหลผ่านของน้ำ จะได้ไม่ไปสร้างสิ่งกีดขวางระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ที่ผ่านมา

2.เพิ่มการควบคุมกิจกรรมที่ขัดต่อสุขลักษณะ 5 กิจกรรม เช่น สนามแข่งรถ สนามแข่งม้า สนามยิงปืน

3.ยกเลิกการกำหนดร้อยละของกิจกรรมรอง

4.เปลี่ยนเกณฑ์จำแนกประเภทอาคาร จากเดิมใช้ตามกฎหมายความคุมอาคาร เช่น อาคารขนาดใหญ่ อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ ในร่างใหม่จะจำแนกตามขนาดพื้นที่การประกอบกิจกรรม ได้แก่ ไม่เกิน 1,000-2,000-10,000 ตารางเมตร และเกินกว่า 10,000 ตารางเมตร

5.เปลี่ยนเงื่อนไขการสร้างอาคารที่อยู่ในเขตทางถนนสาธารณะ เพิ่มระยะการใช้ประโยชน์ที่ดินตามความกว้างถนนใหม่ ได้แก่ ถนนขนาดไม่น้อยกว่า 12 เมตร มีระยะถอยร่น 200 เมตร ถนน 16 เมตร ระยะถอยร่น 300 เมตร และถนน 30 เมตร ระยะถอยร่น 300 เมตร

6.เพิ่มข้อกำหนดให้มีพื้นที่น้ำซึมผ่านได้เพื่อปลูกต้นไม้ 50% ของอัตราส่วนพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม (0SR)

แจกโบนัส 20% จูงใจเอกชน

7.เพิ่มมาตรการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เจ้าของที่ดิน ด้วยการให้โบนัสไม่เกิน 20% ในการเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่สร้างอาคารใหม่ เป็นการเพิ่มนอกเหนือจากได้โบนัสในรัศมี 500 เมตรรอบสถานีรถไฟฟ้าแล้ว


โดยมีเงื่อนไขว่า

1.จะต้องจัดให้มีพื้นที่รับน้ำในแปลงที่ดินที่ขออนุญาต กักเก็บน้ำได้ไม่น้อยกว่า 1 ลูกบาศก์เมตรต่อที่ดิน 50 ตารางเมตร จะได้โบนัสสร้างพื้นที่อาคารใหม่ได้ไม่เกิน 5% หากมากกว่า 1 ลูกบาศก์เมตรได้โบนัสไม่เกิน 20%

2.จัดให้มีอาคารประหยัดพลังงาน (กรีนบิลดิ้ง) ตามมาตรฐานมูลนิธิอาคารเขียวที่ไทยรองรับ แยกเป็นระดับที่ 1 (Certified) ได้โบนัสไม่เกิน 5% ระดับที่ 2 (Silver) ได้ไม่เกิน 10% ระดับที่ 3 (Gold) ไม่เกิน 15% และระดับที่ 4 (Platinum) ไม่เกิน 20%

3.จัดให้มีที่จอดรถยนต์โดยรอบสถานีรถไฟฟ้าทั้งใต้ดิน บีทีเอส แอร์พอร์ตลิงก์ สายสีแดง (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) เช่น สถานีศูนย์วัฒนธรรม สถานีอ่อนนุช สถานีลาดกระบัง สถานีหัวหมาก สถานีบางบำหรุ สถานีตลิ่งชัน สถานีอุดมสุข สถานีแบริ่ง สำหรับคนทั่วไปเพิ่มขึ้นจากจำนวนที่จอดรถยนต์ของอาคารสาธารณะ มีโบนัสสร้างอาคารเพิ่มได้ไม่เกิน 20%

4.จัดให้มีพื้นที่สาธารณะ หรือสวนสาธารณะบนพื้นที่ดินประเภทสีแดง (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) "ย.8-ย.10" พื้นที่สีแดง (พาณิชยกรรม) "พ.1-พ.5" เจ้าของที่ดินจะได้โบนัสเพิ่มไม่เกิน 20% 5.สร้างที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่าท้องตลาดสำหรับผู้มีรายได้น้อย หรือผู้อาศัยเดิมภายในพื้นที่โครงการ

ผุด 5 ศูนย์ชุมชนชานเมือง

นายเกรียงพลกล่าวอีกว่า สำหรับซับเซ็นเตอร์หรือศูนย์ชุมชนชานเมืองที่กำหนดไว้ในผังเมืองรวมฉบับใหม่ จะเป็น เมืองรองรับการขยายตัวของพื้นที่ชั้นในออกมายังพื้นที่แนววงแหวนรอบนอกและรถไฟฟ้าสายใหม่ที่จะพาดผ่าน เพื่อลดการเดินทางเข้าไปในเมือง

ทั้งนี้ มี 5 แห่งที่เป็นพื้นที่มีศักยภาพ เช่น ย่านตลิ่งชันบริเวณถนนฉิมพลี อยู่ในแนวรถไฟสายสีแดง (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) ย่านมีนบุรีใกล้ตลาดมีนบุรี แนวรถไฟฟ้าสายสีชมพู-สีส้มมาบรรจบกัน ย่านพระรามที่ 2 ใกล้กับถนนวงแหวนรอบนอก ย่านร่มเกล้าในแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพู และย่านถนนรามอินทราใกล้จุดตัดถนนรัชดา-รามอินทรา แนวรถไฟฟ้าสายสีชมพู

นอกจากนี้ จะเพิ่มการขยายตัวของย่านพาณิชยกรรมรอง ส่งเสริมในบางพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ การค้า การบริการ และนันทนาการ เช่น ย่านถนนเกษตร-นวมินทร์ บริเวณนวมินทร์ อเวนิวที่มีการสร้างคอมมิวนิตี้มอลล์อยู่หลายแห่ง, บริเวณศูนย์การค้าซีดีซี (คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์) ตรงเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา, แยกบางนาที่มีโครงการเมกะบางนาเข้าไปพัฒนารอไว้แล้ว เป็นต้น

นายเกรียงพลกล่าวอีกว่า สำหรับผังแสดงโครงข่ายคมนาคมนั้น ในรายละเอียดจะมีการกำหนดแนวเส้นทางรถไฟฟ้า 12 สายทาง ตามแผนแม่บทของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และแนวเส้นทางถนน 140 สาย มีทั้งขยายถนนเดิมและแนวตัดถนนใหม่

ที่มา:นสพ.ประชาชาติ

เทรนด์อสังหาแนวสูงยอดฮิตสุด



นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ที่พักอาศัยแนวสูงหรือคอนโดมิเนียมยังคงมีกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปี 2555 ที่ผ่านมา นับเป็นปีทองของตลาดคอนโดมิเนียม โดยมีห้องชุดเข้าสู่ตลาดจำนวน 64,835 ยูนิต เพิ่มขึ้นถึง 45% จากปี 2554 เป็นผลมาจากการที่ผู้ประกอบการทยอยเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีการขยายตัวและมีกาลังซื้อสูงขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยประเมินว่า ตลาดคอนโดมิเนียม ปี 2556 จะยังมีทิศทางเติบโตต่อไปได้ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามีโครงการใหม่เตรียมเข้าสู่ตลาดไม่น้อยกว่า 90 โครงการ หรือราว 60,000 ยูนิต

ทั้งนี้ จากการสำรวจตลาดคอนโดมิเนียม ปี 2555 ของฝ่ายวิจัยและพัฒนา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ใน 8 พื้นที่ (ยกเว้นพื้นที่รอบนอก เช่น พื้นที่ นนทบุรี, มีนบุรี, รามคำแหง) มีการเปิดใหม่สูงขึ้นถึง 24% มาอยู่ที่ 59,009 ยูนิต สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ยังคงมองหาที่อยู่อาศัยในลักษณะห้องชุดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ที่ขยายตัวได้ดีจะอยู่บริเวณแนวรถไฟฟ้าเป็นหลัก เช่น พื้นที่ธนบุรี เติบโต 126% มาอยู่ที่ 8,072 ยูนิต และพื้นที่สุขุมวิทรอบนอก เติบโต 56% มาอยู่ที่ 17,487 ยูนิต เป็นต้น ส่วนยอดขายห้องชุด พบว่ามีการตอบรับสูงถึง 37,127 ยูนิต เพิ่มขึ้นถึง 47% จากปี 2554 นับเป็นการทำยอดขายที่มีสถิติสูงสุดในรอบ 8 ปี ที่ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้ทำการสำรวจ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของตลาดคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นผลมาจากเทรนด์ที่พักอาศัยแนวสูงซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการ ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทำให้กำลังซื้อปรับตัวสูงขึ้นรองรับโครงการเปิดใหม่ที่เปิดตัวอย่างหนาแน่นได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าพื้นที่ธนบุรีเติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่าพื้นที่อื่นๆ คือ การที่บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ สามารถทำการปิดการขายโครงการดีคอนโด แคมปัส รีสอร์ท ราชพฤกษ์-จรัญฯ 13 จำนวน 586 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,030 ล้านบาท ได้อย่างรวดเร็ว


เครดิต: นสพ.บ้านเมือง

PR ขายทาวน์เฮาส์ พฤกษา25 ซอยกันตนา อ.บางใหญ่ นนทบุรี

(ขายแล้ว) ขายทาวน์เฮ้าส์ 24 ตรว. 

พฤกษา25 ซ.กันตนา บางใหญ่ นนทบุรี 



























สถานที่ตั้งทรัพย์สิน :
ประเภททรัพย์สิน
ทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น
โครงการหมู่บ้าน
พฤกษา25
ซอย / ถนน
ซ.กันตนา ถ.บางใหญ่-บางคูลัด  
แขวง/เขต
บางแม่นาง    บางใหญ่
จังหวัด
นนทบุรี
ขนาดและพื้นที่ :
ขนาด
     100   ตารางเมตร
เนื้อที่
     0  ไร่    0  งาน   23.9  ตารางวา
รายละเอียด / จุดสนใจ

ทาวน์เฮ้าส์ตกแต่งทำใหม่ (หลังมุม)   มี  3ห้องนอน   2ห้องน้ำ  1แอร์   1ห้องครัว จอดรถได้ 2 คัน มีพื้นที่บริเวณด้านข้างบ้านจัดสวนให้ความร่มรื่น ตัวบ้านสภาพสวย หันหน้าทางทิศเหนือ ถนนในหมู่บ้านกว้างขวาง

ทำเลที่ตั้ง :  ซ.กันตนา ถ.บางใหญ่-บางคูลัด,ถ.กาญจนาภิเษก                                            
ใกล้เซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์,บิ๊กซี,รพ.เกษมราษฎร์,


ราคาขาย   1,200,000.-


สนใจสอบถามเพิ่มเติม

ภาวิช (เมย์) ตะรุวรรณ  
บริการรับ ฝากขาย-ฝากเช่า คอนโด บ้าน ที่ดิน 
โทร.0958646669




10 บิ๊กอสังหา "แลนด์"แชมป์



10บิ๊กอสังหากำไรท่วม2.39หมื่นล.
เทียบฟอร์มเม็ดเงิน"แลนด์"แชมป์-"แสนสิริ"อันดับ3

อานิสงส์มาตรการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% ท็อปเทนบริษัทอสังหาฯในตลาดหุ้นกำไรสุทธิอู้ฟู่รวมกัน 2.39 หมื่นล้านบาท "แลนด์ฯ" รั้งแชมป์กำไรสูงสุดกว่า 5.5 พันล้าน "แสนสิริ" ที่ยอดรับรู้รายได้โตพรวด 3 หมื่นล้านบาทเศษ แต่กำไรสุทธิสอยอันดับ 3 "ศุภาลัย" เจ๋งทำสัดส่วนกำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้สูงสุดที่ 23.5% ส่วน "เพอร์เฟค" รับรู้ผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนสกีรีสอร์ต-โรงแรมที่ญี่ปุ่น รั้งอันดับ 10

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" สำรวจผลประกอบการปี 2555 ของ 10 บริษัทพัฒนาที่ดินในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มียอดรับรู้รายได้สูงสุด 10 อันดับแรก มีกำไรสุทธิรวมกัน 23,967 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% ปัจจัยมาจากนโยบายปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23%

ขณะเดียวกัน ยังพบสถิติที่น่าสนใจว่า บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ถึงแม้มียอดรับรู้รายได้เป็นอันดับ 3 รองจาก บมจ.แสนสิริ และ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท คือ 24,432 ล้านบาท แต่กลับครองความเป็นแชมป์บริษัทอสังหาฯ ที่มีผลกำไรสุทธิประจำปีสูงสุดคือ 5,540 ล้านบาท และมีสัดส่วนกำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ถึง 22.6%

"แสนสิริ" เม็ดเงินอันดับ 3


สำหรับ บมจ.แสนสิริ ที่มีผลประกอบการปี 2555 เติบโตก้าวกระโดด โดยเฉพาะไตรมาส 4/2555 มียอดรับรู้รายได้รวม 14,073 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,819 ล้านบาท จนสามารถแซงหน้าคู่แข่งอย่างพฤกษาฯ และแลนด์ฯ ขึ้นมาเป็นแชมป์บริษัทอสังหาฯ ที่มียอดรับรู้รายได้สูงสุดของปี 2555 คือ 30,087 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในแง่ผลกำไรสุทธิยังคงเป็นอันดับ 3 ทำได้ 3,019 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ที่ประมาณ 10% ขณะที่ บมจ.พฤกษาฯ มีกำไรสุทธิและยอดรับรู้รายได้เป็นอันดับ 2 คือ 3,892 ล้านบาท และ 27,141 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ที่ 14.3%

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าหมายทำสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ที่ 12% แต่เมื่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบผลกำไรสุทธิกับผู้ประกอบการรายอื่นในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่สิ่งที่เน้นคือการทำให้แสนสิริเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค พัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ

"เรื่องกำไรสุทธิเราก็พยายามเข็นให้สูงขึ้น แต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะผมไม่สนใจว่ากำไรสุทธิจะนำมาอ้างอิงที่หนึ่ง แต่ที่ผมสนใจคือลูกค้า เพราะลูกค้าที่ซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ไม่สนใจว่าแต่ละปีบริษัทจะกำไรมากหรือกำไรน้อย" นายเศรษฐากล่าว

"ศุภาลัย" คุมต้นทุนอยู่หมัด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจ บมจ.ศุภาลัย มีผลกำไรสุทธิ 2,743 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ 11,649 ล้านบาท ถือว่าเป็นบริษัทที่มีสัดส่วนอัตรากำไรสุทธิต่อยอดรับรู้รายได้ในปี 2555 สูงที่สุดถึง 23.5% นั่นหมายความว่ามีขีดความสามารถควบคุมต้นทุนได้ดี ทั้งที่มียอดรับรู้รายได้ปี 2555 ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 13,500 ล้านบาท

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ผลงานของศุภาลัยเกิดจาก 4 ปัจจัย 1) ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ปรับลดลง 2) ควบคุมค่าใช้จ่ายและงบฯการตลาดได้ดี 3) รายได้จากอสังหาฯให้เช่า ได้แก่ โรงแรมและอาคารสำนักงานปรับตัวดีขึ้น และ 4) ยอดขายที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้มีต้นทุนการพัฒนาบ้าน-คอนโดมิเนียมต่อหน่วยลดลง โดยปี 2555 กลุ่มศุภาลัยทำยอดขายรวม 23,400 ล้านบาท เกินเป้าประมาณ 2,000 ล้านบาท

"แนวโน้มอัตรากำไรสุทธิในปีนี้คงไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่ารัฐบาลจะลดอัตราภาษีเงินได้ฯ จาก 23% เหลือ 20% แต่ต้นทุนค่าก่อสร้างน่าจะปรับขึ้น 5%"

"เพอร์เฟค" กำไรหล่น


ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับบริษัทอสังหาฯอีก 6 รายที่เหลือ มีผลกำไรสุทธิในปี 2555 ลดหลั่นกันตั้งแต่ 233-2,399 ล้านบาท ได้แก่ 1) บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ (คิวเฮ้าส์) มีกำไรสุทธิ 2,399 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.6% จากยอดขายรับรู้รายได้ 14,409 ล้านบาท 2) บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (เอพี) มีกำไรสุทธิ 2,329 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.4% จากยอดรับรู้รายได้ 17,310 ล้านบาท 3) บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ มีกำไรสุทธิ 2,216 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.6% จากยอดรับรู้รายได้ 13,325 ล้านบาท

4) บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น มีกำไรสุทธิ 1,101 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.1% จากยอดรับรู้รายได้ 8,358 ล้านบาท 5) บมจ.ไรมอนแลนด์ มีกำไรสุทธิ 495 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9% จากยอดรับรู้รายได้ 5,519 ล้านบาท และ 6) บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีกำไรสุทธิ 233 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.6% จากยอดรับรู้รายได้ 8,818 ล้านบาท

นายชายนิด โง้วศิริมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีผลกำไร 233 ล้านบาท ตลอดปี 2554 สาเหตุมาจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนที่เข้าไปลงทุนธุรกิจโรงแรมและสกีรีสอร์ตที่เมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม หากนับเฉพาะผลประกอบการจากการดำเนินธุรกิจในประเทศ บริษัทมีผลกำไรสุทธิปี 2555 กว่า 310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย


ที่มา:prachachat.net

ธุรกิจ อพาร์ทเมนท์อ่วม ! คอนโดฯเบียด



ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจทีเอ็มบีมองแนวโน้มธุรกิจอพาร์ทเมนท์อ่วม!
เจอคอนโดฯเบียด ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การเร่งตัวที่มากขึ้นของสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยยังถือว่ามีความเสี่ยง โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ต่อสินเชื่อรวม ณ ปลายปี 2555 ที่อยู่ที่ 5.4% สูงเป็นอันดับสองรองจากธุรกิจก่อสร้าง และสูงกว่าสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวมของประเทศอยู่สองเท่า อีกทั้งยังสูงกว่าภาคธุรกิจอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วน NPLs เป็น 4.5% ต่อสินเชื่อ และการพาณิชย์ที่ 2.3% เป็นต้นศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบีหรือ TMB Analytics รายงานว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังค่อนข้างนิ่ง และมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ทำให้การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นที่ดึงดูดใจจากภาระต้นทุนกู้ยืมของผู้ประกอบการที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต และผู้บริโภคเองก็มีความสามารถในการกู้ยืมมากขึ้น จึงสนับสนุนให้สินเชื่อในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโตกว่า 10% ในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ยอดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตในระดับสองหลักในปี 2555 นั้น ธุรกิจอาคารชุดพักอาศัย และอาคารแฟลตเพื่อขาย หรือที่เรียกรวมง่ายๆ ว่า “ธุรกิจคอนโด” มีส่วนแบ่งถึง 13% ซึ่งใกล้เคียงกับ “ธุรกิจอพาร์ทเม้นท์” เพื่อเช่า(นับรวมเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์แบบที่ให้บริการครบวงจร)ที่มีสัดส่วนสินเชื่อคิดเป็น 12%

หากพิจารณาลงไปในรายธุรกิจของภาคอสังหาริมทรัพย์ จะพบว่า ธุรกิจอาคารชุดมีสัดส่วนสินเชื่อที่ชำระตรงตามกำหนดสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคอสังหาริมทรัพย์ สะท้อนให้เห็นว่าสินเชื่อที่ให้กับธุรกิจคอนโดยังมีคุณภาพดีกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม แต่ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจอพาร์ทเม้นท์กลับมีสินเชื่อดีอยู่ที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งสัญญาณความเสี่ยงในกลุ่มธุรกิจดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้นยังพบอีกว่าสินเชื่อที่เริ่มส่งสัญญาณมีปัญหาแต่ยังไม่เป็น NPLs ของธุรกิจอพาร์ทเม้นท์ มียอดค้างเป็นเกือบสองเท่าของยอด NPLs ซึ่งหมายความว่า มีสินเชื่อของธุรกิจอพาร์ทเม้นท์จำนวนมากที่อาจพัฒนาไปเป็นหนี้เสียได้ในอนาคต โดยสินเชื่อเหล่านี้เป็นสินเชื่อของผู้ประกอบการรายย่อยเกือบทั้งสิ้น ประเด็นดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาสภาพคล่อง (การชำระล่าช้า)ของผู้ประกอบการรายย่อย ที่แม้ยังมีความตั้งใจที่จะผ่อนชำระแต่ไม่สามารถหมุนเงินได้ทัน

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจอพาร์ทเม้นท์มีแนวโน้มเสี่ยงมากขึ้น เป็นเพราะภายใต้ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวและอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ทำให้ค่างวดผ่อนรายเดือนไม่ต่างจากค่าเช่ามาก ผู้บริโภคจึงมีแรงจูงใจที่จะซื้อเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโดมิเนียมส่วนตัว มากกว่าที่จะเช่าอพาร์ทเม้นท์เพื่อพักอาศัย อีกทั้งคนในยุค Gen-Y ที่มีนิยมความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต อาจมองว่าการพักในคอนโดตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ดีกว่า เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง เช่น ฟิตเนส สระว่ายน้ำ ที่ทันสมัยกว่าในอพาร์ทเม้นท์ อีกทั้งให้อิสระของความเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเรื่องตกแต่งหรือการใช้สอย แม้แต่ตามหัวเมืองต่างจังหวัด ก็ได้เห็นโครงการอาคารชุดผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สะท้อนความเป็นเมือง (Urbanization) ที่กระจายไปตามต่างจังหวัดชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ นอกจากนี้ การเปิด AEC ในปี 2558 ทำให้เกิดพรมแดนเสรีทางด้านการค้าการลงทุน จะนำไปสู่การเปิดประตูให้ต่างชาติสามารถเข้ามาพำนักหรือทำธุรกิจในไทยได้สะดวกขึ้น จึงไม่น่าแปลกที่มองไปทางไหนก็ล้วนแต่เห็นโครงการอาคารชุดอยู่เต็มไปหมด

สุดท้าย เห็นได้ว่าถึงแม้สินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะธุรกิจอพาร์ทเม้นท์จะยังไม่ส่งสัญญาณหนี้เน่าจนน่าเป็นกังวล แต่คงปฎิเสธไม่ได้ว่าสัญญาณความเสี่ยงในธุรกิจนี้มีการปรับตัวสูงขึ้น เช่น การเร่งตัวของราคาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ ก็จัดเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ ธปท.ประเมินว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ “ต้องเฝ้าติดตาม” ในขณะที่การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุปทาน ก็อาจนำไปสู่ภาวะปริมาณที่อยู่อาศัยล้นตลาดได้ ด้านผู้ประกอบการเองก็คงต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงขอสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ เช่น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย และมองไปยังพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกี่ยวเนื่องกับการตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในอนาคต เพื่อที่จะสามารถปรับกลยุทธ์รับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที

ที่มา:bangkokbiznews.com